ไซนัสอักเสบรักษาหายจริงหรือ
( 1 Vote ) แขกรับเชิญพิเศษ คือ- คุณบุญเลิศ สมบัติพิบูลพร ผู้ป่วยโรคโพรงไซนัสอักเสบ
- รศ.นพ.ทรงกลด เอี่ยมจตุรภัทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก
คุณชมะนันทน์ : คุณผู้ชมครับ ถ้าพูดถึงไซนัสแล้ว ไซนัสเป็นโรคที่รักษาให้หายยากนะครับ แล้วอาการก็จะเป็นๆ หายๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นอาการจะกำเริบเป็นระยะ บางคนรุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัด วันนี้ผมมีผู้ป่วยท่านหนึ่งครับ ที่เคยป่วยเป็นไซนัสมา อาการรุนแรงมากเลยนะครับ แล้วก็ตอนนี้ก็หายเป็นปกติแล้ว เราจะมาพูดคุยกับเขากันนะครับ วันนี้คุณบุญเลิศ สมบัติพิบูลพร นะครับ และรศ.นพ. ทรงกลด เอี่ยมจตุรภัทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก สวัสดีครับ เปิดประเด็นนะครับ ที่คุณบุญเลิศก่อนเลย ไม่ทราบว่าเป็นไซนัสมานานหรือยังครับ ช่วงที่เป็นหนักๆ ตอนนั้น
คุณบุญเลิศ : เป็นมาประมาณ 5 ปีครับ แต่ว่าปีที่ 1-2-3 จะเป็นหนักนะครับ แล้วก็เริ่มมาดีขึ้นประมาณปีที่4 และปีที่ 5 ครับ
คุณชมะนันทน์ : มาถึงคุณหมอบ้างครับ ถ้าพูดถึงไซนัส ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ใครมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่ากันครับ
รศ.นพ.ทรงกลด : จริงๆ แล้วเป็นพอๆกันนะครับ เพียงแต่ว่าในเด็กกับในผู้ใหญ่ ในเด็กจะมีโอกาสเป็นไซนัสอักเสบได้มากกว่าในวันผู้ใหญ่ เพราะว่าลักษณะโครงสร้างของไซนัสเอง และระบบของภูมิต้านทานในเด็กยังไม่มีการพัฒนาที่ดีพอ ส่วนใหญ่คือเด็กมากกว่า 1 ขวบ ถ้าเด็กน้อยกว่า 1 ขวบ มักจะเป็นไม่เป็นไซนัส เพราะว่าตัวไซนัสเองยังไม่เจริญเติบโตนะครับ แล้วก็ถ้าเด็กอายุเกิน 6-7 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ระบบภูมิต้านทานจะพัฒนาค่อนข้างดีแล้วและก็มักจะไม่ค่อยเป็นครับ
คุณชมะนันทน์ : มาถึงคุณบุญเลิศครับ ก่อนที่จะเป็นไซนัสในช่วงนั้น เป็นอะไรมาก่อนหรือเปล่าครับ ถึงมาหยุดที่ไซนัส
คุณบุญเลิศ : คือน่าจะเกิดจากแพ้อากาศครับ พอเริ่มที่อากาศจะเปลี่ยนแปลง ฝนจะตก หรือเราไปโดนละอองฝนมา เราก็จะเป็นไซนัสในวันรุ่งขึ้นเลย
คุณชมะนันทน์ : คุณหมอครับ เกี่ยวกันหรือไม่ครับ การแพ้อากาศ หรือผมขอเรียกว่าภูมิแพ้ได้มั้ยครับ
รศ.นพ.ทรงกลด : ครับ
คุณชมะนันทน์ : แพ้อากาศหรือภูมิแพ้กับไซนัสมันเหมือนหรือต่างกันยังไงครับ
รศ.นพ.ทรงกลด :: ลักษณะของโรคมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนะครับ เพราะว่าตัวไซนัสอักเสบคือการติดเชื้อ ซึ่งโดยทั่วไปเรามักจะหมายถึงเป็นการติดเชื้อพวกแบคทีเรียนะครับ แต่ว่าตัวภูมิแพ้หรือว่าคงจะหมายถึงโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ พวกนี้ไม่ได้เป็นการติดเชื้อนะครับ เป็นลักษณะภาวะภูมิไวเกินของร่างกายต่อสารที่มากระตุ้นนะครับ แต่ว่าจะมีลักษณะบางอย่างที่อาการคล้ายๆ กันหรือว่าเหมือนกัน ก็มักจะมีอาการคัดจมูกเหมือนๆ กันนะครับ และก็การได้กลิ่นอาจจะลดลงเหมือนๆ กัน มีน้ำมูกเหมือนๆ กัน มีไอเหมือนๆ กันนะครับ แต่ลักษณะสีของน้ำมูกหรือว่าเสมหะ อาจจะมีความแตกต่างกันบ้างนะครับ ถ้าเป็นไซนัสอักเสบ ส่วนใหญ่แล้วน้ำมูกบางทีอาจจะมีสี อาจจะเป็นสีเหลืองก็ได้ หรือว่าเป็นสีเขียวก็ได้นะครับ แต่ว่าถ้าเป็นภูมิแพ้เอง ส่วนใหญ่น้ำมูกจะใส และก็ปกติในไซนัสเราจะมีน้ำมูกน้ำเมือกที่สร้างออกมานะครับ และน้ำมูกน้ำเมือกนี้จะโดนขับออกมาในจมูกและก็โดนขับลงคอลงไปนะครับ คราวนี้ถ้าเกิดเยื่อบุจมูกเราบวม น้ำมูกน้ำเมือกที่อยู่ในไซนัสก็จะไม่สามารถโดนขับออกมาได้ ก็มีการคั่งข้างอยู่ข้างใน แล้วก็เกิดการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราเป็นแพ้อากาศ หรือว่าภูมิแพ้ แล้วก็เราดูแลไม่ดีก็จะทำให้มีอาการเป็นไซนัสอักเสบแทรกซ้อนขึ้นมาได้
คุณชมะนันทน์ : ครับ มาถึงของคุณบุญเลิศนะครับ เป็นหนักขนาดไหนครับ ตอนนั้น
คุณบุญเลิศ : ทำงานไม่ได้ครับ ถ้าเป็นไซนัส ก็ประมาณสักเป็นอาทิตย์ที่เราต้องนอนพักครับ เพราะว่าเราเป็นมาก เราจะปวดที่หัวคิ้ว ที่เบ้าตา แล้วจะมึนศีรษะ ผมว่ามันเป็นโรคที่ทรมาน เพราะว่าหนึ่ง เราทำงานไม่ได้ และมีผลต่อชีวิตประจำวันเรานะครับ ในครอบครัวด้วย อะไรด้วย บางทีเป็นถึงขนาด บางทีเรานั่งคุยกัน เพื่อที่อยู่ข้างๆ เขาจะได้กลิ่นของไซนัส กลิ่นของหนองที่อยู่ในโพรงจมูกเรา คนที่เป็นจะเข้าใจครับ ว่ามันเสียบุคลิกในบางครั้งด้วย
คุณชมะนันทน์ : แล้วมีปวดหัวอะไรมั้ยครับ
คุณบุญเลิศ : ปวดครับ มึนศีรษะ ปวดศีรษะ ขับรถไม่ได้ครับ เพราะว่าเราจะมึนมากเลย และอีกอย่างหนึ่งยาก็ทำให้เราง่วงด้วย ต้องพักผ่อนด้วย
คุณชมะนันทน์ : ตอนนั้นคุณบุญเลิศรักษาด้วยการทานยาใช่มั้ยครับ
คุณบุญเลิศ : ครับ
คุณชมะนันทน์ : ผ่าตัดหรือเปล่าครับ ตอนนั้น
คุณบุญเลิศ : ตอนนั้นปรึกษาคุณหมอแล้วว่าจะทำการผ่าตัด ทีนี้คุณหมอก็ให้ความรู้ว่า คือ การผ่าตัดเป็นทางหนึ่งนะครับ แต่ถ้าเกิดว่าการปฏิบัติตัวที่ดีแล้ว น่าจะเป็นอีกทางหนึ่งที่น่าจะช่วยได้
คุณชมะนันทน์ : ผมขอถามคุณหมอสักนิดนะครับ ว่าระดับการเป็นของไซนัสรุนแรงเป็นกี่ขั้นๆ แล้วต้องผ่าตัดมั้ยในบางกรณี
รศ.นพ.ทรงกลด : ในส่วนของคุณบุญเลิศเองก็มีอาการหนักนะครับ แต่ว่าก็อาจจะยังไม่หนักสุดๆ เพราะว่าไซนัสอักเสบเอง ถ้าเกิดเราเป็นมันมีโอกาสที่จะมีโรคแทรกซ้อนขึ้นมาได้นะครับ บางครั้งเชื้อที่อยู่ในไซนัสเอง อาจจะมีการลุกลามเข้าไปในลูกตา แล้วก็ทำให้ตาอักเสบ ถ้าเป็นเยอะอาจจะทำให้ตาบอดได้นะครับ อันที่สอง ตัวเชื้อเองอาจจะลุกลามไปที่สมองนะครับ ก็ทำให้มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทำให้มีฝีในสมองได้ ซึ่งอันตรายได้เหมือนกันนะครับ อันนั้นคือเป็นแบบหนักสุดๆ แต่ว่าในปัจจุบันเราพบอย่างนี้น้อยลงไปเรื่อยๆนะครับ เพราะว่าการรักษาก็ดีขึ้นนะครับ
คุณชมะนันทน์ : เรื่องการผ่าตัด
รศ.นพ.ทรงกลด :: ในแง่ของการทำผ่าตัด คือ ปกติแล้วไซนัสอักเสบ โดยเฉพาะถ้าเกิดเป็นแบบเฉียบพลันนะครับ ใช้ยาอย่างเดียวหายเกือบ 100% นะครับ ถ้าเกิดเป็นแบบเรื้อรังมีส่วนหนึ่งที่ต้องทำผ่าตัดเหมือนกันนะครับ เป็นแบบเรื้อรังหมายความว่าเป็นเกิน 3 เดือน แสดงว่าอาจจะมีสาเหตุบางอย่าง ที่เป็นต้นเหตุทำให้เป็นไซนัสอักเสบ ซึ่งต้นเหตุนั้นเรายังไม่ได้รักษา หรือรักษาไม่ดีพอนะครับ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นแบบเรื้อรังก็มีส่วนหนึ่งที่ต้องรักษาด้วยการทำผ่าตัด เพราะว่ามันมีต้นเหตุที่ต้องทำผ่าตัดอยู่ เดี๋ยวผมขอพูดในแง่ของภาพกว้างก่อนดีกว่าในรายไหนบ้างที่เราต้องทำผ่าตัดนะครับ ก็คือในกลุ่มแรก ตะกี้ที่กล่าวไปก็คือ ในรายที่มีโรคแทรกซ้อนขึ้นมาแล้ว อย่างเช่นว่า เป็นไซนัสอักเสบแล้วมีแทรกซ้อนไปที่ลูกตาไปที่สมอง กลุ่มนี้คงต้องทำผ่าตัดแน่ อันที่สอง ในกลุ่มที่มีลักษณะมีก้อนเนื้อนะครัย มีก้อนริดสีดวงจมูกที่ใหญ่ๆ นะครับ ไปอุดช่องเปิดของไซนัส ทำให้น้ำมูกน้ำเมือกที่ผมกล่าวไปตะกี้ ในไซนัส ไม่สามารถจะโดนขับออกมาได้ ในกลุ่มนี้อาจจะต้องทำผ่าตัดเหมือนกัน หรือว่าในรายที่มีลักษณะเนื้องงอกอุดตันช่องเปิดของไซนัสอยู่ พวกนี้ก็ต้องทำผ่าตักเหมือนกันนะครับ ในกลุ่มถัดไปคือ ในรายที่มีการอักเสบของไซนัสจากเชื้อรานะครับ การอักเสบของไซนัสจากเชื้อรา อาจจะเป็นได้ตั้งแต่เป็นการอักเสบแบบลุกลามนะครับ ลักษณะเป็นก้อนเชื้อรา หรือาจจะมีลักษณะที่แพ้เชื้อราแล้วทำให้เป็นไซนัสอักเสบ
คุณชมะนันทน์ : ผมสังสัยว่าก้อนเชื้อราคืออะไรครับ ถึงต้องผ่าตัดเอาก้อนเชื้อรานี้ออก
รศ.นพ.ทรงกลด : ปกติในจมูกกับในไซนัสเราจะมีเชื้อราอยู่ แต่เชื้อรานี้อยู่แบบไม่มีปัญหาอะไร แต่บังเอิญว่าอาจจะมีเชื้อราบางส่วนที่หลุดเข้าไปอยู่ในไซนัส แล้วกลไกของร่างกายเอง กลไกของไซนัสเอง ไม่สามารถจะขับเชื้อราเล็กๆออกมาได้ แล้วสภาพแวดล้อมมันเหมาะสมในการที่เจริญเติบโตขึ้นมาได้ เชื้อราก็จะโตขึ้นๆ เพราะว่าลักษณะเป็นก้อนอยู่ แต่ว่าก้อนเชื้อรานี้ไม่ได้เป็นตัวที่ลุกลาม หรือว่ากินเนื้อของตัวไซนัส แต่ว่าตัวเราเองจะมีปัญหาเรื่องไซนัสอักเสบ จากการที่ก้อนเชื้อรานี้ไปขัดขวางการขับของน้ำมูกน้ำเมือก ซึ่งต้องก้อนใหญ่พอสมควรมันถึงจะแสดงอาการ
คุณชมะนันทน์ : ก็ต้องกำจัดมันทิ้งไปซะ ถ้าผมเป็นคนดูอยู่ที่บ้าน รู้สึกวันนี้เป็นหวัดฟึดฟัด ผมควรจะไปหาคุณหมอหรือเปล่า หรือมีระดับไหนที่ว่าจะเริ่มเป็นไซนัสแล้ว ควรต้องรักษาอย่างเร่งด่วน
รศ.นพ.ทรงกลด : โดยทั่วไปแล้วหวัดที่พูดถึงคงเป็นการติดเชื้อไวรัสนะครับ หรือที่เราเรียกว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา ซึ่งในกลุ่มพวกนี้ส่วนใหญ่อาการจะเป็นมากประมาณ 4-5 วัน อันนี้ถ้าเราสังเกตดูว่า หวัดนั้นเราผ่านไป 5 วันแล้ว 7 วันอาการมันกลับแย่ลงอีกนะครับ หรือผ่านไป 10 วันแล้ว ไม่เห็นจะดีขึ้นเลย ก็บ่งชี้ว่ามีโอกาสที่จะแทรกซ้อนเป็นไซนัสได้ กับอีกอันหนึ่งก็คือ หวัดที่รุนแรงกว่าปกติ ปกติเราเป็นหวัด เราอาจจะมีคัดจมูก มีน้ำมูก มีเจ็บคอนิดๆ หน่อยๆ นะครับ แต่เอ๊ะ คราวนี้ทำไมแน่นจมูกมากเหลือเกิน จมูกไม่ได้กลิ่นเลย ปวดตามกระดูกใบหน้า แถวหน้าผากเยอะกว่าปกติ มีไข้สูง โอเค อย่างนี้อาจจะต้องไปหาแพทย์เหมือนกันนะครับ
คุณชมะนันทน์ : ถามคุณหมอตรงประเด็นเลย ถ้ามีคุณผู้ชมที่ดูแล้วเป็นไซนัสอยู่ ไซนัสหายขาดได้มั้ยครับ
รศ.นพ.ทรงกลด : ไซนัสหายขาดได้มั้ย บางรายหายขาดครับ แต่บางรายก็ไม่หายครับ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เป็นไซนัสอักเสบนะครับ สาเหตุบางอย่างนะครับ ผ่าตัดแล้วหายเลย อย่างที่ผมพูดไปตะกี้คือ ก้อนเชื้อราที่อยู่ในไซนัส พอเราผ่าตัดเอาก้อนเชื้อราออกไปทั้งหมด ไซนัสอักเสบที่เป็นอยู่หายเลยครับ สาเหตุบางอย่างอาจจะเป็นๆ หายๆ ของคุณบุญเลิศที่เป็นก็คือ คนที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ซึ่งถ้าเกิดช่วงไหนโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้แย่ลงนะครับ ไซนัสก็จะมา สาเหตุบางอย่างทำยังไงก็ไม่หายนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่น บางรายมีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่างที่ทำให้การขับน้ำมูกน้ำเมือกของไซนัสผิดปกติไปนะครับ ฉะนั้นน้ำมูกน้ำเมือกที่สร้างออกมาในไซนัสไม่สามารถจะโดนขับทิ้งออกไปได้
คุณชมะนันทน์ : ผมฟังอย่างนี้ ไซนัสถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ด้วยเหรอครับ คุณหมอ
รศ.นพ.ทรงกลด : ตัวไซนัสอักเสบคือ การติดเชื้อของไซนัส ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ว่าสาเหตุที่ทำให้เป็นไซนัสอักเสบ บางสาเหตุ ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
คุณชมะนันทน์ : เช่น ภูมิแพ้
รศ.นพ.ทรงกลด : เช่น ภูมิแพ้ครับ ที่ผมกล่าวไปตะกี้คือ ความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้การขับน้ำมูกน้ำเมือกผิดปกติไป หรือก้อนเชื้อรา อย่างนี้ไม่ได้เป็นพันธุกรรมนะครับ
คุณชมะนันทน์ : มาถึงในส่วนคุณบุญเลิศบ้างนะครับ ทุกวันนี้ผมได้ข่าวว่าหายขาดแล้ว เป็นปกติแล้วใช่มั้ยครับ
คุณบุญเลิศ : ครับ
คุณชมะนันทน์ : มีวิธีการดูแลตัวเองยังไงบ้างครับ
คุณบุญเลิศ : เราปรับตัวโดยใช้วิธีคือแนวธรรมชาติช่วย แต่ถ้าเกิดตอนเป็น ตอนที่กำลังเริ่มจะดีขึ้น ตอนที่ยังเป็นอยู่ ผมก็ยังต้องพึ่งคุณหมออยู่นะครับ แต่ว่าหลังจากที่เราขีดเส้นให้กับตัวเองว่า เราขอเลือกทางธรรมชาติบำบัดด้วยทางหนึ่งก็เริ่มดีขึ้น ดีขึ้นตามลำดับ เช่น การออกกำลังกายช่วยนะครับ แล้วก็การทานอาหารนี่สำคัญที่สุด ที่ผมคิดเองนะครับว่า เราจะเลือกทานอาหารที่มีแต่ประโยชน์กับร่างกายจริงๆ นะครับ เมื่อก่อนรับประทานอาหารกันแบบ มันไม่กลัว หวานไม่กลัวนะครับ หลังจากที่เราปรับตรงนี้ ผมว่ามันดีขึ้นจริงๆ
คุณชมะนันทน์ : คุณหมอครับ ฟังจากที่คุณบุญเลิศเล่าในการรักษาตัว ในชีวิตประจำวัน ในการเลือกทาน ในการออกกำลังกาย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาการดีขึ้นมั้ยครับ
รศ.นพ.ทรงกลด : แน่นอนเลยครับ เพราะว่าโรคเราจะหายหรือไม่หาย หรือจะหายเร็ว หรือหายช้า ประการสำคัญก็คือ อยู่ที่สภาพร่างกายนะครับ ถ้าเกิดเราดูแลร่างกายดี สภาพร่างกายของเราดี แข็งแรง ฟิต ออกกำลังกายสม่ำเสมอนะครับ ทานอาหารที่พอเพียงนะครับ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไปนะครับ หลีกเลี่ยงสารก่อความระคายเคืองทั้งหลายก็จะทำให้สุขภาพร่างกายของเราดีขึ้นนะครับ ไม่เฉพาะแต่ไซนัสอักเสบ แต่ก็จะรวมถึงโรคอื่นๆ อีกหลายๆ โรคนะครับ
คุณชมะนันทน์ : วันนี้คงต้องขอขอบคุณทั้งสองท่านมากครับ วันนี้มีน้ำผลไม้ไอวี่ครับ อร่อย ให้ประโยชน์มอบให้ทั้งคู่ครับ ขอบคุณครับ คุณผู้ชมครับ นี่คือสาระดีๆ นะครับ ว่าเราควรจะดูแลตัวเองดีๆ ยังไง ไม่ให้ไซนัสเข้ามาหาเราทีเผลอนะครับ ช่วงนี้พักสักครู่ ช่วงหน้ายังมีเรื่องราวที่เป็นประโยชน์อีกเยอะครับ
| ที่มา: รายการ ไฮ-คิว ไลฟฟ |
| ออกอากาศเมื่อ: 6 พฤษภาคม 2550 |
| สถานีโทรทัศน์: ช่อง 9 โมเดิีรน์ไนน์ทีวี |
| < Prev | Next > |
|---|






