Thursday Sep 02

Share

การเสียชีวิตของนักกีฬาในสนามแข่งขัน (ตอนที่ 1)

( 3 Votes )

ท่านที่ได้ติดตามข่าวกีฬาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคงทราบดีว่า มีการเสียชีวิตของนักกีฬาเทนนิส ระดับเยาวชน ที่กำลังแข่งขันกันในรายการ "ดันลอป – ลอนเทนนิสพัฒนาฝีมือสร้างชื่อทีมชาติ รอบมาสเตอร์ ประจำปี 2552" เกิดขึ้นในสนามของศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2552 นับเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงกีฬาเทนนิส และวงการกีฬาอื่นๆ ที่เราอาจนำมาเป็นข้อคิดหรือเป็นบทเรียนได้ในหลายมุมมองด้วยกัน ซึ่งผมหวังว่าผู้ที่อยู่ในแวดวงกีฬา ตั้งแต่นักกีฬา ผู้ตัดสิน ฝ่ายจัดการแข่งขัน สมาคมกีฬาต่างๆ ตลอดจนการกีฬาแห่งประเทศไทย น่าที่อาศัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้นำมาทบทวนว่า ในปีใหม่ 2553 นี้ เราจะมีข้อแนะนำอะไร สำหรับการเตรียมเผชิญกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับการแข่งขันกีฬาอะไรก็ได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันกีฬาที่ต้องใช้พละกำลังค่อนข้างมาก

สาเหตุการเสียชีวิต

ก่อนอื่นผม และทีมข่าวกีฬา นสพ.เดลินิวส์ต้องขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของน้องนอร์ท วรปรัชญ์ ลิ่วศรีสกุล นักกีฬาเทนนิสวัย 15 ปี ผมได้มีโอกาสพูดคุยทางโทรศัพท์กับบิดาของน้องนอร์ท คือ นพ.เฉลิม ลิ่วศรีสกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหืดหอบ ถึงสาเหตุการเสียชีวิตอย่างกระทันหันว่าน่าจะเกิดจากเรื่องหัวใจเพราะหมดสติล้มลง ในขณะที่ที่กำลังแข่งขันในเซตที่สอง และขณะล้มลงหมดสตินั้นก็เป็นขณะที่กำลังเดินเพื่อที่จะทำการเสิร์ฟที่ท้ายคอร์ต ซึ่งน้องนอร์ทเป็นนักเทนนิสที่มีฝีมือ มีการฝึกซ้อมเป็นอย่างดีมาตลอด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นจากการที่หัวใจหยุดเต้นทันที ซึ่งในภาษาทางการแพทย์เรียกว่า Sudden Cardiac Arrest ซึ่งต่อมาทำให้เกิดการเสียชีวิตที่เรียกว่า Sudden Cardiac Deat

ในตำราแพทย์ของฟีฟ่า (Football Medicine Manual) ได้กล่าวถึงสาเหตุการเสียชีวิตในนักกีฬาทั่วๆ ไป ที่มีการฝึกซ้อมกันเป็นประจำว่าให้นึกถึงสาเหตุดังต่อไปนี้

  1. นักกีฬาที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี สาเหตุน่าจะเป็นจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจที่หนาตัวขึ้น (Hypertrophic Cardiomyopathy) มาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เมื่อออกแรงมากขึ้น การทำงานของหัวใจล้มเหลวลง ทำให้หัวใจไม่สามารถเต้นหรือบีบตัวได้ตามปกติ
  2. หากนักกีฬาที่มีอายุมากกว่า 35 ปี สาเหตุน่าจะเป็นจากภาวะที่ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน เมื่ออกแรงมากขึ้น หัวใจต้องทำงานมากขึ้นเพื่อนำเลือดที่มีสารอาหาร และอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากขึ้น ในขณะเดียวกันหลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจเองมีการตีบตัน ไม่สามารถนำสารอาหารหรืออ๊อกซิเจนมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ การทำงานของหัวใจก็จะล้มเหลวลงได้

สถิติในต่างประเทศ

สถิติการเสียชีวิตเช่นนี้มีรายงานเอาไว้ว่า อาจเกิดได้ 1 ใน 200,000 ราย ในกลุ่มของนักกีฬาที่มีการฝึกซ้อมอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว สำหรับในสหรัฐอเมริกา 15 ปีที่แล้ว ได้มีการศึกษาในกรณีการเสียชีวิตอย่างกระทันหันของนักกีฬาจำนวน 158 ราย อายุเฉลี่ย 17 ปี ผิวขาว 52% ผิวดำ 48% ส่วนใหญ่เล่นกีฬาบาสเก็ตบอล และอเมริกันฟุตบอล และมักจะเกิดขึ้นขณะทำการฝึกซ้อมช่วงระหว่าง 15.00 น. – 21.00 น. สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการที่หัวใจมีกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวมีอยู่ 36% ซึ่งในกลุ่มที่เสียชีวิตนี้ พบว่ามีการตรวจร่างกาย (Medical Check-Up) ก่อนเข้าร่วมการแข่งขัน (Pre – Participation) และพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจอยู่เพียง 3% เท่านั้น ซึ่งผู้ทำการวิจัยให้ความเห็นเป็นข้อสรุปว่าจะต้องมีการปรับปรุงการตรวจร่างกายก่อนเข้าร่วมแข่งขันให้มีความไวในการตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับโรคหัวใจให้ได้ดีขึ้น

การศึกษาวิจัยในอิตาลีที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

มีการศึกษาในนักกีฬาจำนวน 33,725 ราย ที่ได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ซักประวัติการเจ็บป่วยที่ร้ายแรงในครอบครัว และมีการตรวจคลื่นหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่เรียกว่า Echo Cardiography การทำ exercise stress test (วิ่งสายพาน และทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ) และการนำเครื่องบันทึกการทำงานของหัวใจติดตัวตลอด 24 ชั่วโมง มีการติดตามผลอยู่ 7 ปี และพบว่ามีการเสียชีวิตจากเรื่องหัวใจอยู่ 49 ราย อายุเฉลี่ยประมาณ 23 ปี และสาเหตุส่วนใหญ่จะเป็นการเต้นของหัวใจผิดปกติ ซึ่งแตกต่างกับที่พบในสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสถิติได้เท่ากับ 1.6 ใน 100,000 นักกีฬา เมื่อเทียบกับที่เกิดขึ้นในประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่นักกีฬา เกิดเพียง 0.8 ใน 100,000 ราย

ต่อมาประเทศอิตาลีจึงได้ออกกฎหมายมาบังคับใช้ว่านักกีฬาที่ต้องเข้าแข่งขันกีฬาที่ต้องใช้พละกำลังอย่างมากในการแข่งขัน (Competitive Sports) จะต้องผ่านการตรวจร่างกายอย่างละเอียดปีละ 1 ครั้ง

สถิติ และกฎระเบียบในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ

สำหรับสถิติเกี่ยวกับการเสียชีวิตกระทันหันในประเทศไทย และมีการศึกษาวิจัยจนทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงด้วยการผ่าศพพิสูจน์ ผมไม่ทราบว่าจะหาข้อมูลจากที่ใด และสำหรับกฎระเบียบเกี่ยวกับการตรวจร่างกายทางการแพทย์ก่อนการแข่งขันของนักกีฬา (Pre – Participation Medical Check-Up) โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องใช้พละกำลังมากๆ เท่าที่ผมทราบยังไม่มีระเบียบในเรื่องนี้ เพราะแม้แต่การแข่งขันฟุตบอลโลกก็เพิ่งจะมีการบังคับให้มีการตรวจอย่างจริงจังเมื่อฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน นักฟุตบอลที่เข้าแข่งขันทุกคนจะต้องผ่านการตรวจจนแน่ใจว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอย่างกระทันหันในนักกีฬาที่ใช้แรงมากๆ

นักกีฬาทีมชาติที่เข้าแข่งขันซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ ฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และฝ่ายแพทย์คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะให้นักกีฬาทุกคนต้องผ่านการตรวจร่างกาย ก่อนเข้าสู่การแข่งขัน (Pre – Games หรือ Pre – Event medical Check – Up) ซึ่งก็ไม่ได้ตรวจหาโรคหัวใจด้วยการทำ Echocardiography (คลื่นเสียงความถี่สูง) ทุกราย ซึ่งหากเป็นกรณีที่มีกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติมาแต่กำเนิดแล้ว การตรวจร่างกายทั่วๆ ไป ก็ไม่สามารถค้นพบความผิดปกติได้ ดังเช่นที่มีการวิจัยพบว่า การตรวจร่างกายทั่วๆ ไป จะสามารถพบความผิดปกติของโรคหัวใจได้เพียง 3% เท่านั้น

สำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาหนักๆ ที่ต้องใช้แรงมากๆ ในทุกประเทศทั่วโลกนอกจากประเทศอิตาลีที่กล่าวไว้ที่มีกฎหมายบังคับเรื่องการตรวจเช็คร่างกายก่อนการแข่งขัน ประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ไม่ได้มีกฎระเบียบให้นักกีฬาทุกคนต้องตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องความผิดปกติของหัวใจ เพราะส่วนใหญ่นักกีฬาเหล่านี้เล่นกีฬามานานพอสมควร และส่วนใหญ่มีความแข็งแรงมากกว่าคนปกติทั่วไปอยู่แล้ว และความผิดปกติเหล่านี้ก็มีสถิติที่เกิดขึ้นไม่มาก

ในสัปดาห์หน้าผมขอนำเสนอต่อเกี่ยวกับการจัดบริหารทางการแพทย์ฉุกเฉินในการจัดการแข่งขันกีฬา (Emergency Service Stand-By) หลายๆประเภทในประเทศไทย ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ สวัสดีครับ

ผู้เขียน: นอ.(พิเศษ) นพ.ไพศาลจันทรพิทักษ์
Email: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

ข่าวสุขภาพ

ใบหมี่...สมุนไพรสำหรับเส้นผม
ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ใบหมี่เป็นพืชที่ให้สารเมือกที่มีประโยชน์ทางเครื่องสำอางโดยมีการนำมาทำยา สระผม ใบหมี่เป็นพืชในท้องถิ่น หาได้ง่าย ราคาไม่แพง ชาวบ้านนิยมนำมาใช้สระผมเนื่องจากมีสารเมือก (mucilage) ที่มี polysac charide เป็นองค์ประกอบหลัก สารสกัดจากใบหมี่มีสารสำคัญที่มีสมบัติเป็นสารเพิ่มความหนืดสำหรับผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางหรือยาที่ใช้ภายนอก ใบหมี่ มีชื่อในตำรับ ยาล้านนาว่า หมีเหม็น มีชื่อในท้องถิ่นอื่นในภาคเหนือว่า มะเย้อ, ยุบเหยา, หมีเหม็น, ยุกเยา, ยุบเย้า, ดอกจุ๋ม (ลำปาง), หมี่, ตังสีไพร (พิษณุโลก) เป็นต้น...
"มังคุด"ราชินีแห่งผลไม้ ช่วยพิชิตโรคร้าย
"มังคุด" ได้รับสมญานามว่าเป็น "ราชินีแห่งผลไม้" (Queen of Fruits) ด้วยคุณประโยชน์ที่มีให้มากกว่าความเป็นผลไม้ ศูนย์วิจัยและพัฒนา มังคุดไทย (www.mangosteenrd.com) นำเสนอผลงานวิจัยมังคุดที่ศึกษามายาวนานกว่า 32 ปี ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บอกว่า มังคุดถือว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามังคุดมีสารต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพหากมีการนำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง
ผัว-เมียป่วยโรคประหลาดแมลงบินออกจากแผล
สามี-ภรรยาป่วยด้วย โรคประหลาดมีผื่นคันเป็นเม็ดตามร่างกายแถมมีแมลงบินออกมาจากบาดแผลที่เกิด ขึ้น เผยก่อนเป็นโรคพิลึกเดินทางไปปลูกยางพาราในต่างอำเภอ ผู้ว่าฯ สั่งนำตัวเข้ารักษาอาการหาสาเหตุที่แท้จริง
เด็ดหัวโรคเอดส์ ใน5-10ปี ใช้ยาปลุกไวรัสให้ตื่นจากหลับ แล้วฆ่ามันเสีย
ผู้เชี่ยวชาญโรคเอดส์ ผู้มีชื่อเสียงทั่วสากลโลกได้ ลั่นวาจาว่าจะรักษาโรคเอดส์ ให้หายลงได้ภายในเวลา 5-10 ปีข้างหน้านี้
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการ สาธารณสุข แพทย์กลายเป็นผู้ร้ายจริงหรือ?
จากการที่สมาคมผู้บริโภค เครือข่ายผู้เสียหายจากทางการแพทย์ และเครือข่ายต่างๆ ได้มีการแถลงการณ์เกี่ยวกับการยืนยันที่ว่า "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข พ.ศ. ..." ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ เป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์และคนไข้ และจะช่วยไม่ให้เกิดการฟ้องอาญาต่อแพทย์ โดยหลักการนี้มีหัวใจที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจาการรับบริการสาธารณสุขโดยที่จะไม่มีการพิสูจน์ความผิดและผู้ที่กระทำความผิด และเป็นระบบที่มุ่ง"ชดเชยความเสียหาย" มิใช่การมุ่งหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นทางแพทย์เองก็เกิดความกังวลและตระหนกต่อประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง
Facebook Flickr Picasa Twitter YouTube