ยาเสพติดคืออะไร?
( 33 Votes )
ปัจจุบันปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ลุกลามไปทั่วโลก บ่อนทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคมของทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทย โดยพบว่าปัญหายาเสพติดคืบคลานเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของทุกคนมากขึ้น 'ยาเสพติดให้โทษ' ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2528 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2530)
หมายถึง สารเคมีหรือวัตถุชนิดใดๆ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะรับประทาน ดม
สูบ ฉีด หรือด้วยประการใดๆ แล้วทำให้เกิดผลต่อร่างกาย และจิตใจ ในลักษณะสำคัญ เช่น ต้องเพิ่มขนาดการเสพขึ้นเป็นลำดับ มีอาการถอนยาเมื่อขาดยา หรือมีความต้องการเสพทั้งทางร่างกาย และจิตใจอย่างรุนแรงตลอดเวลา และสุขภาพโดยทั่วไปทรุดโทรมลง อีกทั้งรวมถึงพืช หรือส่วนของพืช ที่เป็นหรือให้ผลผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษ หรืออาจใช้ผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษ และรวมถึง
สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษด้วย ทั้งนี้ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การออกฤทธิ์ที่สำคัญต่อร่างกายคือการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมองและไขสันหลัง ยาเสพติดอาจมีฤทธิ์กดประสาท มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท และมีฤทธิ์หลอนประสาท หรือออกฤทธิ์ผสมผสานกันก็ได้ ฤทธิ์ต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้เสพติดต่อกันเป็นเวลานานๆ และต้องเพิ่มขนาดมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้สุขภาพทางกายของผู้เสพติดเสื่อมโทรมลงอย่างมาก และเมื่อถึงเวลาอยากเสพแล้วไม่ได้เสพ จึงมีความผิดปกติรุนแรงทั้ง
ทางร่างกายและจิตใจอย่างยากที่จะควบคุมได้
ประเภทของยาเสพติด
ยาเสพติดให้โทษแบ่งได้ 5 ประเภท [ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) เรื่องระบุชื่อ และประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522]
ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ได้แก่ เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) เอ็มดีเอ็มเอ (ยาอี)- ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ได้แก่ มอร์ฟีน โคเดอีน เพทิดีน เมทาโดน และฝิ่น
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 3 ได้แก่ ยาแก้ไอ ที่มีตัวยาโคเคอีน หรือยาแก้ท้องเสียที่มีตัวยาไดเฟนอกซิน เป็นต้น
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 4 ได้แก่ น้ำยาเคมี อาซิติกแอนไฮไดรด์ อาซิติลคลอไรด์ เอทิลิดีน ไดอาเซเตท สารเออร์โกเมทรีน และคลอซูโดอีเฟดรีน
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้แก่ พืชกัญชา พืชกระท่อม พืชฝิ่น และพืชเห็ดขี้ควาย
ยาเสพติดให้โทษประเภท 1
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ได้แก่ เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) เอ็มดีเอ็มเอ (ยาอี)
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ถือว่าไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์
- ความผิดฐานครอบครองยาบ้าหรือเฮโรอีน ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1” ซึ่งมาตรา 67 บัญญัติว่า “ผู้ใดมีไว้ในความครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผู้ใดครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภทยาบ้าเกิน 15 เม็ด กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นใดครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึงตลอดชีวิต”
- ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 บัญญัติว่า “ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ดังนั้น ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เช่น ยาบ้า เฮโรอีน ไม่ว่าโดยวิธีการสูดดมจากการรมควัน หรือฉีดเฮโรอีนเข้าเส้นเลือด หรือสูดดมเข้าทางจมูก ถือว่าผู้นั้นมีความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ซึ่งมีโทษจำคุกหนักกว่าเสพกัญชา

ยาเสพติดให้โทษประเภท 2
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ได้แก่ มอร์ฟีน โคเดอีน เพทิดีน เมทาโดน และฝิ่น
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 นี้ ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ก็มีโทษมาก ดังนั้นจึงต้องใช้
ภายใต้ความควบคุมของแพทย์ และใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

ยาเสพติดให้โทษประเภท 3
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 3 เป็นยาสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นตามทะเบียนตำรับ ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวง
สาธารณสุขแล้ว มีจำหน่ายตามร้านขายยา - ยาเสพติดให้โทษประเภท 3 ได้แก่ ยาแก้ไอที่มีตัวยาโคเดอีน หรือยาแก้ท้องเสียที่มีตัวยาไดเฟนอกซิน เป็นต้น
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 3 มีประโยชน์ทางการแพทย์ และมีโทษน้อยกว่ายาเสพติดให้โทษอื่นๆ

ยาเสพติดให้โทษประเภท 4
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 4 เป็นน้ำยาเคมีที่นำมาใช้ในการผลิต ยาเสพติดให้โทษประเภท 1
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 4 ได้แก่ น้ำยาเคมี อาซิติกแอนไฮไดรด์ อาซิติลคลอไรด์ เอทิลิดีน
ไดอาเซเตท สารเออร์โกเมทรีน และคลอซูโดอีเฟดรีน - ยาเสพติดให้โทษประเภท 4 ส่วนใหญ่ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดรักษาอาการของโรคแต่
อย่างใด

ยาเสพติดให้โทษประเภท 5
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้แก่ พืชกัญชา พืชกระท่อม พืชฝิ่น และพืชเห็ดขี้ควาย
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์
- ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 92 บัญญัติว่า “ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ” ดังนั้น ผู้ใดเสพกัญชา ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ เช่น เอากัญชาผสมบุหรี่แล้วสูบ หรือเสพกัญชาโดยใช้บ้องกัญชา ถือว่าผู้นั้นมีความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
- พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ทำการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง และการเสพยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1, 2, 3 และ 5 นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษสำหรับผู้ยุยง หรือส่งเสริม หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นเสพยาเสพติดให้โทษ
- ผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ถ้าสมัครเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาล ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดเป็นสถานพยาบาลสำหรับบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ก่อนที่ความผิดจะปรากฏ และได้ปฏิบัติครบถ้วนตามระเบียบของสถานพยาบาลแล้ว กฎหมายจะเว้นโทษสำหรับการเสพยา
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
| < Prev | Next > |
|---|






