โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
( 19 Votes )โรคนี้ี่พบมากในผู้หญิงที่อยู่ในวัยมีประจำเดือน มีการตั้งข้อสมมุติฐาน ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรค
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ไว้หลากหลาย ทฤษฏีแต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้แน่ชัด อวัยวะที่พบส่วนใหญ่อยู่ใน บริเวณอุ้งเชิงกราน รังไข่ ท่อนำไข่ ผนังอุ้งเชิงกราน ผิวมดลูกและปากมดลูก แต่บางกรณียังเกิดได้กับอวัยะวะอื่น เช่น เยื่อกั้นระหว่างช่องคลอดกับทวารหนัก ผนังลำไส้ เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ แผลผ่าตัดบริเวณหน้าท้อง สมอง กระดูก สันหลัง ปอด เป็นต้น
สาเหตุส่วนใหญ่ที่มักพบโรคเกิดจากการที่ประจำเดือนไม่สามารถออกมาจากร่างกายได้ มีการไหลย้อน กลับเข้าไปในอุ้งเชิงกรานผ่านท่อนำไข่ และฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก หรือขังตัว อยู่ในที่ต่างๆ ทำให้เกิดเป็นน้ำข้นสีน้ำตาล ส่วนใหญ่พบการฝังตัวอยู่ในรังไข่ เรียกว่า ช็อคโกแล็ตซีสต์ (Chocolate Cyst) เนื่องจากบริเวณรังไข่เป็นบริเวณ
ที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง (Estrogen) จึงเหมาะในการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ ได้ดี เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการสร้างพังผืดขึ้นมาหุ้มและหนาขึ้นมากมาย ลักษณะ เป็นถุงน้ำหรือถุงเลือด คือจะมีเลือดอยู่ในถุงนั้น เมื่อเลือดหยุดไหลน้ำก็ถูกดูดซึม กลับทำให้เลือดในถุงเข้มขึ้น ดังนั้นในแต่ละเดือนที่ผ่านไปถุงน้ำก็จะมีเลือดออก เพิ่มขึ้นๆ นั่น
หมายถึง ถุงน้ำก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และการที่ถุงน้ำนี้จะใหญ่เร็วมาก น้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่า จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่า ไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็วถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้าๆ

ส่วนเยื่อบุโพรงมดลูกที่แทรกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูก ก็จะกระตุ้นให้ เกิดเป็นพังผืด หรือ ก้อนในกล้ามเนื้อมดลูก เนื่องจากกล้ามเนื้อมดลูกค่อนข้าง แข็ง เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็น Cyst เราเรียกภาวะนี้ว่า Adenomyosis ซึ่งจะก่อให้ เกิดภาวะปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง ประจำเดือนมามาก มีบุตรยาก ตามมา
ในกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกฝังตัวบริเวณขาของตัวมดลูก (Utero-Sacral ligament) ถึงจะมีการฝังรากลึกลงไป
ก่อให้เกิดพังผืด ปวดท้องประจำ เดือนอย่างรุนแรง ปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ปวดเวลาขับถ่าย ซึ่งในบางครั้งเราไม่ สามารถตรวจพบโดยการ Ultrasound นอกจากการทำ MRI หรือตรวจภายใน แล้วสงสัยว่าจะเกิดโรค แพทย์จึงแนะนำให้ใช้วิธีส่องกล้องเข้าไปในช่องท้องเพื่อ วินิจฉัยภาวะนี้
ปกติแล้วผู้หญิงส่วนใหญ่เวลาเป็นประจำเดือนมักมีเลือดไหลย้อนกลับ เข้าไปในช่องเชิงกราน แต่ภาวะ Endometriosis นี้ ไม่ได้เกิดกับทุกคน อาจเกิด เนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่อง ซึ่งไม่สามารถจะทำลายเยื่อบุโพรงมด ลูกที่เติบโตผิดที่นี้ได้ ความเครียดมีผลต่อภาวะ Endometriosis นี้ คนไข้ที่เป็น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นี้มีโอกาสที่จะเป็นโรคภูมิแพ้อื่น เช่น เอสแอลอี (SLE) ร่วมด้วยค่อนข้างสูง และขนาดของพยาธิสภาพ (cyst) ไม่สัมพันธ์กับอา การที่ปวด บางคนมีก้อนซีสต์โตมาก แต่ไม่มีอาการเลยก็ได้
ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่้
- ผู้หญิงที่เป็นคนโสด
- ประจำเดือนมาเร็ว ก่อนอายุ 12 ปี
- ประจำเดือนมาผิดปกติ เช่น มาบ่อย มากะปริบกะปรอย มามาก มานาน หรือ ไม่มาเลย
- เป็นโรคที่ประจำเดือนไม่สามารถออกมานอกร่างกายได้ เช่น ช่องคลอดตีบ ตัน หรือเยื่อพรหมจรรย์ไม่เปิด
- มีบุตรยาก
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เซลล์ปกติ เปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งปากมดลูก
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
- ปวดท้องน้อยเป็นๆ หายๆ
- ปวดท้องประจำเดือนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆทุกเดือน หรือปวดมากจนรบกวนต่อ การดำรงชีวิต และการทำงาน เช่น ปวดแล้วต้องหยุดงาน ปวดจนเป็นลม
- มีบุตรยาก แท้งบ่อย ตั้งครรภ์นอกมดลูก
- มีอาการของลำไส้แปรปรวน IBS คือ ปวดท้องบีบๆ ท้องอืด ท้องเสีย ท้องผูก ปวดมากเวลาขับถ่าย
ปวดเสียดในท้อง - ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือ ปวดหลังจากมีเพศสัมพันธ์
- ปวดหลัง
- ปวดร้าวลงขา
- ปวดเวลาถ่ายปัสสาวะ หรืออุจจาระ
- ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด หรือปัสสาวะบ่อย
การวินิจฉัยโรค
- เริ่มด้วยการซักประวัติ อาการปวดท้องและปวดประจำเดือน การมีบุตร
- การตรวจภายใน มีอาการเจ็บบริเวณปากมดลูก เจ็บด้านหลังของตัวมดลูก มีปุ่มปรุประ คลำก้อนได้
- การตรวจในห้องปฏิบัติการ เจาะเลือดดูค่า CA125 ถ้าพบว่ามีค่าเกิน 35 IU/ml ให้สันนิษฐานว่าอาจเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
- การทำอัลตราซาวนด์ช่วยให้สามารถพบรอยของโรคได้ เช่น พบมดลูกโต มีก้อนที่ปีกมดลูก
- การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ MRI ในกรณีที่ไม่สามารถวินิจฉัยด้วยวิธี อื่นหรือสงสัยว่าเป็นมะเร็ง
- การใช้กล้องส่องเข้าไปในช่องท้อง (Diagnostic Laparoscopy) และตัด ชิ้นเนื้อไปตรวจวินิจฉัยว่ามีก้อนงอกบริเวณมดลูก ปีกมดลูก รังไข่ ลำไส้ หรือ Ultrasound Ligament หรือไม่
การรักษา
ขึ้นอยู่กับอายุ พยาธิสภาพ ความต้องการมีบุตร ซึ่งอาจเป็นการใช้ยาแก้ปวด ฮอร์โมน หรือการผ่าตัด ซึ่งมีทั้ง
การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง และส่องกล้องผ่าตัด ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำการรักษา
ที่มา :คลินิกสูติ-นรีเวชกรุงเทพ
ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
| < Prev | Next > |
|---|






