เชื้อไวรัสคืออะไร
( 31 Votes )
เชื้อไวรัสคืออะไร สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อในคนเราที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เชื้อไวรัส ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมาก ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้จากการดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ธรรมดาแม้ว่าจะมีกำลังขยายถึง 100 เท่าก็ตาม เชื้อไวรัสต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศอิเลคตรอน ซึ่งมีกำลังขยายตั้งแต่ 5,000 เท่าขึ้นไป จึงจะทำให้มองเห็นได้ ตัวไวรัสประกอบด้วยโปรตีนซึ่งเป็นดีเอ็นเอ หรืออาร์เอนเอ อย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียวอยู่ในส่วนกลางของตัวไวรัส ซึ่งเป็นตัวแสดงพันธุกรรมของเชื้อไวรัสนั้นๆ และมีเปลือกหุ้มอีกชั้นเป็นสารโปรตีนที่เรียกว่าแคพซิด เซลล์ของเชื้อไวรัสต่างไปจากเซลล์ของคน และสัตว์ที่มีชีวิตอื่นๆ ซึ่งในเซลล์จะมีโปรตีนทั้งสองชนิดเป็นส่วนประกอบอยู่ ไวรัสบางตัวอาจมีเยื่อหุ้มบุอีกชั้นซึ่งมีสารไขมันเป็นส่วนประกอบ ไวรัสไม่มีพลังงานสะสมในตัว ไม่มีการแบ่งตัว ไม่มีการเคลื่อนไหวเมื่ออยู่นอกเซลล์ของคน สัตว์ พืช หรือแม้แต่เชื้อโรคที่ได้รับเชื้อเข้าไป มันจะเพิ่มจำนวนและทำให้เกิดโรคได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปอยู่ในเซลล์ของผู้ติดเชื้อแล้วเท่านั้น ซึ่งเซลล์เหล่านั้นทำหน้าที่เหมือนเป็นโรงงานผลิตเชื้อไวรัส
เชื้อไวรัสสามารถที่จะแบ่งตัวและขยายจำนวนได้ในเซลล์ของร่างกายคนเรา โดยเซลล์ที่มีเชื้อไวรัสอยู่ อาจถูกทำลายไป หรืออาจถูกรุกราน ทำให้เซลล์นั้นทำงานได้ไม่เหมือนปกติ ก่อให้เกิดอาการของโรคต่างๆ ได้ อาการและโรคบางชนิดที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ อาการไอหรือไข้ในเด็กเป็นต้น นอกจากนี้โรคฮิตในปัจจุบันก็คือ โรคเอดส์ก็มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเช่นกัน โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส จะไม่มียารักษาโดยเฉพาะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นโรคบางโรคที่ทำให้เกิดอาการไม่ร้ายแรง ก็อาจหายไปได้เอง เพียงแต่รักษาตามอาการที่มีอยู่ มีการพักผ่อนที่เพียงพอ ไวรัสจัดเป็นจุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง ที่ก่อโรคแก่มนุษย์ เช่นเดียวกับเชื้อแบคทีเรีย หน่วยของไวรัสเองจะมีรหัสกรดนิวคลีอิคที่เป็นดีเอ็นเอ หรืออาร์เอนเอ ก็ได้แล้วแต่ชนิดของไวรัสนั้น หน่วยของไวรัสไม่มีเครื่องมือสำหรับการแบ่งตัวสร้างหน่วยใหม่โดยตัวเอง มันจึงจำเป็นต้องอาศัยเซลที่มีชีวิตอื่นเพื่อทำการยังชีพ และเพิ่มจำนวนตัวเอง อีกนัยหนึ่งตามความหมายที่ว่านี้ ไวรัสจึงคล้ายๆพยาธิที่คอยเกาะกินเซลมีชีวิต เช่น เซลร่างกายมนุษย์ และเพิ่มจำนวน ในการเข้าสิงสู่อาศัยในเซลร่างกายมนุษย์ บางเซลมนุษย์อาจถูกทำลายลง แต่บางเซลที่ไวรัสอาศัยอยู่ก็ไม่ถูกทำลาย ตกอยู่ในสภาพการเกาะกินอย่างเรื้อรังยาวนาน เช่น พวกไวรัสโรคเริม หรือไวรัสบางพวกเลียนแบบเซลปกติของร่างกายก่อให้เกิดการแบ่งตัวจนกลายเป็นเนื้องอกขึ้นมาได้และเนื่องมาจากการสิงสู่ในเซล การเลียนแบบเซลปกติของมนุษย์นี่เอง ทำให้การค้นหาเชื้อ การวินิจฉัย รวมทั้งการใช้ยารักษาทำลายเชื้อจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

โครงสร้างของไวรัส
- ไวรัสจัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีโครงสร้างแบบง่ายๆไม่ซับซ้อน ไวรัสที่มีส่วนประกอบครบสมบูรณ์เรียกว่าวิริออน ซึ่งจะประกอบด้วยแกนกลางของกรดนิวคลิอิกซึ่งเป็นดีเอ็นเอ หรืออาร์เอนเอ และมีโปรตีนหุ้มล้อมรอบเพื่อป้องกันกรดนิวคลิอิก
- โปรตีนที่หุ้มนี้เรียกว่าแคพซิด ซึ่งประกอบด้วยหน่วยย่อยเรียกว่าแคพโซเมอร์ กรดนิวคลิอิก และโปรตีนที่หุ้มนี้เรียกว่านิวคลีโอแคพซิด
- ในไวรัสบางชนิดจะมีชั้นไขมันหุ้มล้อมรอบนิวคลีโอแคพซิดอีกชั้นหนึ่ง เรียกไวรัสพวกนี้ว่าชนิดมีเปลือกหุ้ม ไวรัสบางชนิดมีเฉพาะนิวคลีโอแคพซิดเท่านั้น เรียกว่าไวรัสที่ไม่มีเปลือกหุ้ม หรือไวรัสเปลือย
- ไวรัสที่มีเปลือกหุ้มบางชนิดมีปุ่มยื่นออกมา เรียกว่าหนาม ซึ่งมีความสำคัญในการใช้เกาะกับโปรตีนตัวรับบนผิวเซลล์ และบางชนิดเป็นตัวกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่ดี หนามของไวรัสอาจมีคุณสมบัติเป็นสารบางอย่าง เช่น เป็นฮีแมกกลูตินิน หรือเป็นเอ็นไซม์นิวรามินิเดส
- โดยทั่วไปไวรัสที่ไม่มีเปลือกหุ้มมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม และจะไม่ถูกทำลายด้วยสารละลายไขมัน เช่น อีเธอร์ อัลกอฮอล หรือน้ำดี
- เมื่อเชื้อไวรัสอยู่ภายนอกร่างกายของโฮสต์ จะค่อยๆ สูญเสียสภาพการติดเชื้อ ซึ่งจะช้า หรือเร็วขึ้นกับสภาวะแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น แต่การทำลายเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนอยู่ในเลือด สารคัดหลั่ง และสิ่งขับถ่ายต่างๆ ของผู้ป่วย จำเป็นต้องมีวิธีการมาตรฐานเพื่อให้ได้ผลแน่นอน และรวดเร็ว มิฉะนั้นเชื้อจะแพร่กระจายไปก่อการติดเชื้อไวรัสที่แปดเปื้อนเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือฆ่าเชื้อไวรัสในการผลิตวัคซีนชนิดเชื้อตายด้วย ซึ่งจะต้องใช้ขบวนการทำลายเชื้อแตกต่างกันออกไป
รูปร่างของไวรัส
- รูปร่างเป็นเหลี่ยมลูกบาศก์ ซึ่งการจัดเรียงแบบนี้มีลักษณะสมมาตรกัน เมื่อมองเข้าไปในเหลี่ยมลูกบาศก์นี้แล้วหมุนไปในมุมต่างๆจะดูเหมือนกันหมด ซึ่งจะมี 12 มุม 20 หน้า
- รูปร่างลักษณะเป็นแท่งกระบอก มีการเรียงตัวของแคพซิดเป็นรูปขดลวดสปริงหรือบันไดวนหุ้มรอบกรดนิวคลิอิก ไวรัสที่มีการเรียงตัวของแคพซิดแบบนี้จะเห็นรูปร่างเป็นแบบท่อนตรงหรือเป็นสายยาว ในกรณีที่ไม่มีเปลือกหุ้ม ถ้าเป็นพวกที่มีเปลือกหุ้ม รูปร่างจะไม่แน่นอน อาจเป็นทรงกลม รูปร่างรี หรือเป็นสายยาว
- รูปร่างแบบซับซ้อน ไวรัสพวกนี้อาจมีรูปร่างปนกันทั้งสองแบบแรกและเป็นรูปร่างเฉพาะ เช่น ไวรัสโรคพอษสุนัขบ้ามีรูปร่างคล้ายรูปลูกปืน ไวรัสไข้ทรพิษรูปร่างคล้ายรูปก้อนอิฐ ไวรัสของแบคทีเรียชนิดหนึ่งมีรูปร่างคล้ายยานอวกาศ เป็นต้น
ส่วนประกอบทางเคมีของไวรัส
- กรดนิวคลิอิกอาจเป็นชนิดอาร์เอ็นเอ หรือดีเอ็นเอ อาจมีลักษณะเป็นสายคู่ หรือสายเดี่ยว พวกดีเอ็นเอไวรัสมักมีดีเอ็นเออยู่เป็นสายคู่ในลักษณะเป็นเส้นตรงหรือเป็นวงกลม พวกอาร์เอ็นเอไวรัสส่วนใหญ่เป็นสายเดี่ยว อยู่ในรูปโมเลกุลเดี่ยวเส้นตรง หรือเป็นชิ้นหลายชิ้น ไวรัสบางชนิดเมื่อแยกอาร์เอ็นเอออกมา พบว่าสามารถติดเชื้อต่อไปได้ เรียกว่าเป็นยีโนมสายบวก ส่วนไวรัสพวกที่เมื่อแยกอาร์เอ็นเอออกมาและไม่ติดเชื้อ เรียกว่าเป็นพวกยีโนมสายลบ พวกนี้มักจะมีเอ็นไซน์ในไวริออนทำหน้าที่สร้าง mRNA ต่อไป ไวรัสบางชนิดมียีโนมทั้งสายบวกและสายลบ
- โปรตีนของไวรัสแบ่งเป็นสองพวกคือ โปรตีนที่เป็นโครงสร้างของไวรัส และโปรตีนที่ทำหน้าที่อื่นๆ โปรตีนที่เป็นโครงสร้างของไวรัส คือแค็พซิดโปรตีน ทำหน้าที่ป้องกันกรดนิวคลิอิกของไวรัสจากสิ่งแวดล้อม และช่วยให้เชื้อไวรัสเกาะติดที่ผิวเซลล์ในขั้นตอนการติดเชื้อ และเป็นแอนติเจนของเชื้อไวรัส แมทริกซ์โปรตีนเป็นโปรตีนที่พบมากที่สุดในอนุภาคไวรัส ตำแหน่งอยู่ถัดจากแค็พซิดโปรตีนลงมา โปรตีนของไวรัสในส่วนเปลือกหุ้ม และหนาม ส่วนโปรตีนที่ทำหน้าที่อื่นที่ไม่ได้เป็นโครงสร้าง เป็นโปรตีนที่พบในเซลล์ที่ไวรัสกำลังเพิ่มจำนวนอยู่ และไม่ได้เป็นโครงสร้าง พวกที่เป็นเอ็นไซน์ ได้แก่ เอ็นไซม์รีเวอสทรานสะคริบเทส เอ็นไซม์นิวรามิเดส เอ็นไซม์อาร์เอ็นเอโพลีเมอเรส การที่ไวรัสบางชนิดต้องมีเอ็นไซม์ด้วยก็เพราะว่าในเซลล์ของโฮสต์ไม่มีเอ็นไซม์เหล่านี้ให้
- สารไขมันเป็นส่วนประกอบสำคัญของเปลือกหุ้ม มักอยู่ในรูปฟอสโฟไลปิด ซึ่งได้มาจากเยื่อหุ้มเซลล์ของโฮสต์ซึ่งอาจเป็นเยื่อหุ้มซัยโตพลาสซึม หรือเยื่อหุ้มนิวเคลียส ในขณะที่ไวรัสหลุดออกจากเซลล์โดยการแบ่งตัว
- คาร์โบฮัยเดรตมักอยู่ในรูปกลัยโคโปรตีนอยู่ที่หนามซึ่งอยู่นอกสุดของอนุภาคไวรัส จึงเป็นแอนติเจนที่สาคัญของไวรัส ส่วนที่เป็นกลัยโคโปรตีนนี้มักมีน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 10-15 โมเลกุล ซึ่งปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นโดยเอ็นไซม์ของโฮสต์
ความทนทานของไวรัส
- ไวรัสจัดเป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ทนทาน เนื่องจากไม่มีสิ่งที่จะห่อหุ้มเช่นผนังเซลล์ที่แข็งแรงเหมือนผนังเซลล์ของแบคทีเรียหรือผนังของสปอร์ ดังนั้นไวรัสส่วนมากเมื่อนำมาทิ้งไวัที่อุณหภูมิห้องจะค่อยๆถูกทำลายเสียสภาพไปจากผลของอุณหภูมิ โดยเฉพาะส่วนเปลือกของไวรัสซึ่งหุ้มด้วยไขมันจะเสียสภาพง่ายกว่า ไวรัสชนิดเปลือย ดังนั้นอุณหภูมิจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการทำลายไวรัสที่อยู่นอกเซลล์
- เมื่อใช้ความร้อน 56 องศาเซลเซียส เพียง 30 นาทีจะทำลายความสามารถในการติดเชื้อไวรัสได้มากจึงใช้เป็นอุณหภูมิในการยับยั้งไวรัสในซีรั่ม
- เมื่อต้มเดือด100 องศาเซลเซียส นาน 10 นาทีหรือใช้การฆ่าเชื้อโดยใช้หม้อนึ่งอัดไอความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที หรืออบแห้งที่อุณหภูมิ 160-180 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมงจะทำลายไวรัสได้ทุกชนิด
- ไวรัสตับอักเสบบี ทนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ได้นานเป็นชั่วโมง
- ไวรัสยังถูกทำลายได้ง่ายโดยสารเคมีชนิดต่างๆที่ทำลายโปรตีนและกรดนิวคลีอิก เช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ กลูตาลดีไฮด์ ฮัยโปคลอไรต์ เบต้าโพรพิโอแลคโทน สำหรับสารละลายไขมัน เช่น 70% เอธานอล อีเธอร์ คลอโรฟอร์ม จะทำลายไวรัสพวกที่มีเปลือกหุ้มได้ทั้งหมด โดยไม่มีผลต่อไวรัสชนิดเปลือย
- รังสีต่างๆ ที่มีผลในการทำลายไวรัส คือ อัลตราไวโอเล็ต รังสีเอ็กซ์ รังสีแกมมา แต่รังสีอัลตราไวโอเล็ตก็ทำลายไวรัสไม่ได้หมดทุกชนิด
การเก็บรักษาไวรัส
- การเก็บรักษาไวรัสไว้เพื่อศึกษาหรือแยกเชื้อ ต้องเก็บไว้ที่อุณหภูมิเย็นจัดที่ –70 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านี้ จะสามารถเก็บไวรัสไว้ได้นาน
- ในการส่งสิ่งตรวจเพื่อแยกเชื้อไวรัสต้องรักษาโดยการแช่เย็น 0-4 องศาเซลเซียส ไวรัสส่วนมากจะรอดชีวิตอยู่ได้เป็นวัน
การทำลายเชื้อไวรัส
- การทำลายเชื้อไวรัส ด้วยความร้อน การใช้หม้อนึ่งความดันไอ การอบไอร้อน
- การทำลายเชื้อไวรัส ด้วยสารเคมี วัสดุเครื่องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์นิยมใช้ฮัยโปคลอไรต์ ฟอร์มัลดีฮัยด์ กลูตาลดีฮัยด์
- วัคซีนนิยมใช้เบต้าโพรพิโอแลคโตน
- การทำความสะอาดผิวหนังก่อนฉีดยาหรือวัคซีนยังนิยมใช้ 70% เอธานอล ซึ่งจะทำลายไวรัสพวกที่มีเปลือกหุ้มได้ แต่ไม่สามารถทำลายพวกพวกไวรัสชนิดเปลือย
- ในการอบห้องเพื่อฆ่าเชื้อไวรัส และจุลินทรีย์อื่น นิยมใช้การอบห้องด้วยไอฟอร์มัลดีฮัยด์ โดยใช้ฟอร์มาลินในรูปสารละลายผสมกับโปแตสเซียมเปอร์มังกาเนต
- นิยมใช้รังสีอัลตราไวโอเล็ตฆ่าเชื้อในตู้ปลอดเชื้อหรือห้องปลอดเชื้อ แต่ก็ไม่สามารถทำลายไวรัสได้หมดทุกชนิด
- สำหรับวัสดุที่เป็นพลาสติกหรือวัสดุที่ไม่ทนร้อนที่ต้องการฆ่าเชื้อไวรัสและจุลินทรีย์อื่น นิยมใช้การฉายด้วยรังสีแกมม่า
ปัจจัยทางกายภาพในการทำลายเชื้อไวรัส
- ความร้อน มีทั้งความร้อนแห้งและความร้อนชื้น ความร้อนแห้งได้แก่ การเผาไฟโดยตรง ใช้ตู้เผาหรือเตาเผา ความร้อนชื้น ได้แก่ การต้ม การออโตเคลฟ การพาสเจอไรซ์ เป็นต้น
- โดยทั่วไปการใช้ความร้อน 50-60 องศาเซลเซียสเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง จะฆ่าไวรัสส่วนใหญ่ได้ ยกเว้นเชื้อที่ทนเป็นพิเศษ เช่น ไรโนไวรัส เอนเทอโรไวรัส ไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น
- การมีสารบางชนิด เช่น เกลือแมกนีเซี่ยมอยู่ด้วยจะทำให้ไวรัสทนต่อความร้อนมากขึ้น
- การต้มในน้ำเดือด 20-30 นาที จะสามารถฆ่าไวรัสได้ทั้งหมด แต่ถ้าต้องการฆ่าเชื้อทุกชนิดให้หมดอย่างสมบูรณ์รวมทั้งสปอร์ของแบคทีเรีย ต้องใช้วิธีออโตเคลฟคือการนึ่งด้วยไอน้ำที่ความดัน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส จะฆ่าเชื้อได้หมดใน 15 นาที ส่วนกระบวนการพาสเจอไรส์นั้น มักใช้ฆ่าเชื้อในอาหาร เช่น นม ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อก่อโรคทางเดินอาหาร
- เชื้อไวรัสแต่ละชนิดจะไวต่อแสงอัลตราไวโอเลต ที่มีความยาวคลื่นไม่เท่ากัน แต่จะอยู่ในช่วง 100-400 นาโมเมตร ซึ่งหลอดแสงอัลตราไวโอเลตที่ใช้กันทั่วไปให้แสงที่มีความยาวคลื่น 254 นาโมเมตร แสงอัลตราไวโอเลตมักใช้ในการฆ่าเชื้อในอากาศ เพราะแสงไม่สามารถแทรกผ่านตัวกลางที่เป็นของเหลวหรือของแข็งไปได้ จะฆ่าเชื้อได้เฉพาะบริเวณพื้นผิวเท่านั้น
- รังสีอื่นๆ เช่น รังสีเอ็กซ์ รังสีแกมมา ใช้ในการฆ่าเชื้อเครื่องใช้ทางการแพทย์ชนิดใช้แล้วทิ้งหลายชนิด

สารเคมี
- สารเคมีที่สามารถนำมาใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อได้นั้น จะต้องมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อได้นั้น จะต้องมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อได้อย่างรวดเร็ว แม้ในความเข้มต่ำๆ กลไกการทำลายเชื้อไวรัส คือ ละลายไขมันในส่วนเปลือก หรือทำให้โปรตีน และกรดนิวคลิอิกของไวรัสเสียสภาพไป
- สารละลายโซเดียมฮัยโปคลอไรต์เป็นสารประกอบของคลอรีน รู้จักกันในนามของน้ำยากัดผ้าให้ขาว เป็นน้ำยาฆ่าเชื้ออเนกประสงค์ที่ผลดีมาก ใช้เป็นสารเคมีที่ใช้ทำลายเชื้อโรค ใช้กับสิ่งไม่มีชีวิ) เช็ดโต๊ะทำงานในห้องปฏิบัติการ ฆ่าเชื้อที่แปดเปื้อนภาชนะ และเครื่องใช้ต่างๆ แต่มีฤทธิ์กัดกร่อนโลหะ ขนาดใช้คิดตามความเข้มข้นของคลอรีน เท่ากับ 0.05-0.1% ถ้าต้องการฆ่าเชื้อโรคปริมาณมาก เช่น ทำขวดเลือดหรือขวดเชื้อหกจะต้องเพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีก 10 เท่า
- โซเดียมฮัยโปคลอไรต์ในรูปของ Dakin's solution (5%) หรือ Modified Dakin's solution (0.5% ผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต นิยมใช้กับแผลสกปรกมีหนอง เพราะจะกัดเนื้อตายทำให้แผลสะอาดในขนาดความเข้มข้น 0.5% สามารถฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบี น้ำยาโซเดียมฮัยโปคลอไรต์ควรจะเตรียมใหม่อยู่เสมอเพราะปริมาณคลอรีนในสารละลายมักจะระเหยหายไปได้
- คลอรีน มักใช้ในการทำลายเชื้อในน้ำประปา สระว่ายน้ำฤทธิ์ของคลอรีนจะลดลงหากน้ำมีสภาพเป็นด่าง มีอินทรีย์สารปนเปื้อนมาก ที่ pH 7.0 เชื้อไวรัสส่วนใหญ่รวมทั้งเอนเทอโรไวรัสจะถูกทำลายด้วยความเข้มข้น 0.5 ppm แต่ถ้า pH สูงขึ้น หรือมีอินทรียสารปนเปื้อนในน้ำ จะต้องใช้คลอรีนความเข้มข้นสูงขึ้น และถ้าใช้ความเข้มข้นถึง 1 ppm จะมีกลิ่นเหม็น และระคายเคืองตา
- ไอโอดีน ออกฤทธิ์ทำลายเชื้อได้ดี เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ถูกฆ่าเชื้อด้วยความเข้มข้นเพียง 70 ppm แต่ฤทธิ์ไอโอดีนจะอ่อนลงถ้ามีด่างหรืออินทรียสารปนอยู่มาก ข้อเสียของไอโอดีน คือ ระคายเคืองเนื้อเหยื่อที่ใช้กันอยู่ในรูปของ tincture iodine 2% แต่ถ้าอยู่ในรูปของ povidone-iodine (Betadine) จะระคายเคืองน้อยลง แต่การออกฤทธิ์สู้ povidone-iodine ไม่ได้
- ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือฟอร์มาลิน (formadehyde หรือ formalin) ฟอร์มาลิน คือ สารละลายซึ่งมีแก็สฟอร์มาลดีไฮด์ละลายอยู่ 40% ทำลายเชื้อได้ดี แต่ทั้งสารละลายและไอมีพิษต่อเนื้อเยื่อมากใช้เป็นสารฆ่าเชื้อได้ผลดี ความเข้มข้น 1.5% สามารถฆ่าไวรัสเริม 5% สามารถฆ่าไวรัสตับอักเสบ บี ในความเข้มข้นต่ำๆ 0.2-0.4% นำมาใช้ฆ่าไวรัสเพื่อผลิตวัคซีนเพราะจะไม่ทำลายแอนติเจนของเชื้อนอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ในรูปก็าซเพื่ออบห้องฆ่าเชื้อในอากาศโดยนำฟอร์มาลินมาทำให้ร้อนหรือผสมกับด่างทับทิมก็จะกลายเป็นก็าซ
- กลูตาลดีฮัยด์ Glutaraldehyde ในรูปของ 2% ผสมกับบัฟเฟอร์ไบคาร์บอเนต (Cidex) จะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสได้หมดใน 10 นาที ข้อดี คือ สามารถแช่เครื่องมือที่เป็นยางได้โดยไม่ทำให้ยางเสียสภาพ ซึมเข้าไปในตัวของเครื่องมือได้ดีและล้างออกง่าย
- แอลกอฮอล์ (ethyl alcohol 70%) เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้กันมากชนิดหนึ่ง แอลกอฮอล์สามารถตกตะกอนโปรตีนได้ ซึ่งตะกอนโปรตีนนี้จะป้องกันไวรัสไม่ให้ถูกทำลาย การเติมโซเดียมไบคาร์บอเนตจำนวนน้อยๆ (0.002%) สามารถยับยั้งการจับตัวของตะกอนโปรตีน ทำให้ฤทธิ์ดีกว่า ethyl alcohol เล็กน้อย แต่ราคาแพงกว่า
- ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซต์ Hydrogen peroxide ฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไม่ดีนัก แต่ถ้าไม่มีอินทรียสารปนอยู่ก็สามารถทำลายไวรัสได้ดี ในความเข้มข้นเพียง 0.3% สามารถฆ่าเชื้อเอดส์ได้ โดยทั่วไปใช้ความเข้มข้น 3% มักนำมาใช้ล้างแผล เพราะเมื่อถูกกับเอนไซม์คาตาเลสในเนื้อเยื่อ ก็จะสลายตัวเกิดก๊าซออกซิเจนเป็นฟองฟู่ ผลักเอาเศษสิ่งสกปรกให้หลุดออกจากแผล
- เบนซัลโคเนียม Benzalkonium chloride (zephiran) ออกฤทธิ์เป็นผงซักฟอก ไปทำลายส่วนเปลือก ขนาดความเข้มข้นที่ใช้คือ 1:1,000 - 1:10,000 สารนี้ไม่มีพิษและไม่ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ในแผลที่ถูกสุนัขกัดใช้ 1-2.5% ล้างแผลจะสามารถทำลายเชื้อพิษสุนัขบ้าได้มาก
- ฟีนอล Phenol สามารถฆ่าไวรัสบางชนิด เมื่อผสมกับสบู่จะออกฤทธิ์ดีขึ้น ที่ใช้กันมีอยู่ในรูปต่างๆ เช่น Lysol ใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ Dettol และ Phisohex ใช้กับสิ่งมีชีวิตได้
- เกลือของโลหะหนัก เช่น silver nitrate 0.05N สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้อย่างรวดเร็ว mercurochrome และ merthiolate มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสอ่อนมาก
- เบต้าβ-propiolactone สารนี้ไม่เสถียรเมื่ออยู่ในน้ำจะเกิดการสลายตัว ในความเข้มข้น 1:4,000 สามารถนำมาใช้ฆ่าเชื้อเพื่อผลิตวัคซีน
- ด่างทับทิม สามารถฆ่าไวรัสได้ด้วยความเข้มข้นเพียง 1:10,000 จะฆ่าเชื้อในครึ่งชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง แต่ถ้ามีอินทรียสารปนเปื้อนจะทำให้ฤทธิ์อ่อนลง
- กลัยคอล Glycols ได้แก่ triethylene และ propylene glycol มักใช้พ่นเป็นละอองฝอยหรือไอ ใช้ฆ่าเชื้อที่เป็นละอองอยู่ในอากาศ เช่น เชื้อไวรัสไข?หวัดใหญ่ ใช้ความเข้มข้นน้อยกว่า 1 ppm ในอากาศ แต่มีข้อจำกัด คือ ความชื้นต้องอยู่ระหว่าง 45-65% เพราะ glycol จะถูกดูดซึมโดยพื้นผิวที่ชื้น เช่น ผิวหนัง ทำให้ความเข้มข้นในอากาศลดลง
- เอธิลีนออกไซด์ Ethylene Oxide เป็นก๊าซ มักใช้อบฆ่าเชื้อสำหรับวัสดุที่ทนความร้อนไม่ได้ เช่น พลาสติก ก๊าซนี้สามารถซึมผ่านเข้าไปในพลาสติกได้ดี จะออกฤทธิ์ได้ดีต้องมีความชื้นที่เหมาะสมประมาณ 40% และอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูง เชื้อโปลิโอ พาราอินฟลูเอ็นซา จะถูกฆ่าในเวลา 180 นาที ที่อุณหภูมิ 28 °ซ แต่ถ้าใช้อุณหภูมิ 48 °ซ จะใช้เวลาเพียง 60 นาที ข้อเสียของก๊าซนี้คือระเบิดได้ ต้องแก้โดยผสมกับก๊าชเฉื่อยหรือคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ยังมีพิษ ก่อนนำของที่อบก๊าซมาใช้ต้องไว้ให้ก๊าซระเหยออกอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
| < Prev | Next > |
|---|







