การตรวจวินิจฉัยโรคลมชัก
( 9 Votes )การตรวจวินิจฉัยในผู้ป่วยโรคลมชัก จะมีวิธีการตรวจอยู่หลายประเภท
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง แบ่งเป็น 2 ประเภท
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าแบบปกติ เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองใช้เวลาในการตรวจประมาณ 30 นาที สามารถทำการตรวจแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยถือว่าเป็นการตรวจเบื้องต้นในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการ วูบ หมดสติ ชัก เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักหรือไม่ หรือเป็นการตรวจในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักแล้ว เพื่อที่จะหาตำแหน่งความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมองว่ามีจุดกำเนิดมาจากส่วนใดของสมอง หรือเป็นการตรวจเพื่อใช้ในการติดตามการรักษา หรือแม้กระทั่งเพื่อดูว่าการรักษาในผู้ป่วยรายนั้นหายขาดหรือไม่
การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจเบื้องต้น โดยที่ผู้ป่วยจะต้องมีการเตรียมตัวในการตรวจ โดยจะต้องมีการสระผม หรือไม่ใส่เจล ก่อนมาทำการตรวจ ซึ่งในขณะทำการตรวจได้มีการติดสายวัดคลื่นไฟฟ้าสมองที่บริเวณศรีษะ โดยใช้เจลพิเศษที่เป็นสื่อนำไฟฟ้า ซึ่งกระบวนการในระหว่างการตรวจผู้ป่วยจะต้องมีการลืมตา หลับตา แล้วจะมีการหายใจเข้าออกเร็วๆประมาณ 3 นาที รวมทั้งจะมีการใช้ไฟแฟลตกระตุ้นในระหว่างการตรวจ การใช้สิ่งกระตุ้นเหล่านี้เพื่อเป็นการที่จะทำให้สามารถกระตุ้นคลื่นไฟฟ้าที่อาจผิดปกติที่แฝงอยู่ในสมองอาจแสดงออกมาให้เห็นได้
- การตรวจคลื่นไฟฟ้า 24 ชั่วโมง เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าที่ใช้เวลา ที่ผู้ป่วยจะต้องมาอยู่ในโรงพยาบาลนานมากกว่า 1 วัน โดยทั่วไปในผู้ป่วยที่ต้องการตรวจเพื่อดูลักษณะอาการชัก เช่น ในผู้ป่วยที่เตรียมเพื่อการผ่าตัดอาจจะต้องมีการตรวจนานประมาณอย่างน้อย 3-5 วัน
การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าที่ใช้เวลานานขึ้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะตรวจพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมองก็จะมากขึ้นรวมทั้งมีจุดประสงค์เพื่อตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมองในผู้ป่วยขณะกำลังชักด้วย ผู้ป่วยจะต้องมานอนโรงพยาบาลและจะต้องมีการติดสายวัดคลื่นไฟฟ้าสมองที่ใช้กาวพิเศษซึ่งสามารถติดที่หนังศีรษะโดยมั่นคงและไม่หลุดง่าย ผู้ป่วยก็จะสามารถทำกิจวัตรประจำวันเป็นปกติในห้องซึ่งจะต้องมีการตรวจวัด VDO ด้วย การตรวจเพื่อที่จะเป็นการวินิจฉัยดูลักษณะการชักของผู้ป่วย ซึ่งจะต้องมีการกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการชักเกิดขึ้น เช่น จะต้องมีการถอนลดยาบางส่วน หรือว่าจะต้องมีการให้ผู้ป่วยอดนอน หรือมีการออกกำลังภายในห้องเพื่อทำให้มีการเหนื่อยเกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดมีอาการชักได้ง่ายขึ้น การตรวจคลื่นไฟฟ้า 24 ชั่วโมงนี้จะมีจุดประสงค์อยู่ 3 อย่าง คือ
- เป็นการตรวจในผู้ป่วยที่เราไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยมีอาการชักหรือไม่ ซึ่งหลังจากที่ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองแบบปกติแล้วไม่พบความผิดปกติใดๆ ก็จะต้องมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าแบบ 24 ชั่วโมงเกิดขึ้น
- เป็นการตรวจเพื่อหาตำแหน่งของคลื่นลมชักให้ชัดเจนมากขึ้นหรือว่าดูลักษณะอาการชักของผู้ป่วย เช่นว่า เป็นลักษณะของอาการชักแบบชนิดไหน แล้วมีจุดกำเนิดไฟฟ้าที่ผิดปกติอยู่ในสมองส่วนไหน
- เป็นการตรวจเพื่อหาจุดตำแหน่งเพื่อเตรียมการผ่าตัด การตรวจชนิดนี้จะเป็นการทำในผู้ป่วยทุกรายที่จะพิจารณาเพื่อการผ่าตัดหาตำแหน่งที่ชัดเจนว่าคลื่นไฟฟ้าลมชักมีจุดกำเนิดมาจากส่วนไหนของสมองที่ผิดปกติ และเพื่อหาจุดที่ชัดเจนในการเตรียมการผ่าตัดได้แม่นยำมากขึ้น

การตรวจหาพยาธิสภาพที่เป็นจุดเล็กๆในสมองโดยใช้เครื่อง MRI BRAIN เช่น ความผิดปกติของสมองที่เป็นมาแต่กำเนิดซึ่งเจอได้บ่อยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคลมชัก ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ที่เรียกว่า Corticaldysplasia ซึ่งพยาธิสภาพชนิดนี้มักจะมีขนาดเล็ก ดังนั้นการตรวจ X-RAY คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมองควรจะต้องใช้เครื่องที่มีความชัดค่อนข้างสูงก็คือ มีความแรงของคลื่นแม่เหล็กอย่างน้อย 2-3 เชดด้า รวมทั้งมีเทคนิคในการตรวจที่ถูกต้อง การตรวจพบพยาธิสภาพเหล่านี้อาจนำไปสู่การรักษาโดยการผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้ในเวลาต่อไป
ส่วนในผู้ป่วยที่ถึงแม้จะตรวจพยาธิสภาพความผิดปกติในสมองจาก MRI BRAIN และสามารถควบคุมอาการโดยการใช้ยากันชัก การตรวจ MRI BRAIN ก็จะมีประโยชน์ในงานที่จะบอกพยากรณ์โรคได้ ดังนั้นการตรวจเครื่อง MRI BRAIN จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะตรวจหาพยาธิสภาพในสมองผู้ป่วยโรคลมชัก
การตรวจ SPECT Scan (Single Photon Emission Topography)
เป็นการตรวจโดยใช้สารกัมมันตรังสีที่เรียกว่า Technician TC 99M-ECD เป็นสารกัมมันตรังสีที่ฉีดเข้าไปในผู้ป่วยโรคลมชักที่เป็นสารกัมมันตรังสีที่มีความปลอดภัยสูงไม่เกิดอัตรายต่อมนุษย์ การตรวจชนิดนี้เพื่อจะเป็นการตรวจหาตำแหน่งพยาธิสภาพในสมองที่ก่อให้เกิดโรคลมชัก

การตรวจ SPECT Scan สามารถทำได้ 2 ชนิด เรียกว่า Interictal SPECT และการตรวจที่เรียกว่า Ictal SPECT
การตรวจ Interical SPECT เป็นการตรวจในขณะที่ผู้ป่วยไม่มีการชักโดยจะต้องมีการฉีดรังสีเข้าไปในร่างกายขณะที่ผู้ป่วยนอนและหลับตา โดยที่ผู้ป่วยจะต้องไม่มีอาการชักภายใน 24 ชั่วโมง การตรวจชนิดนี้สามารถที่จะบอกตำแหน่งพยาธิสภาพที่ทำให้เกิดอาการชักโดยจะมีการจับสารของกัมมันตรังสีน้อยกว่าปกติ การตรวจชนิดนี้ถึงแม้จะไม่มีความไวมากนักในการตรวจวินิจฉัยแต่จะมีประโยชน์ในการใช้เปรียบเทียบกับภาพที่มีสารกัมมันตรังสีในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการชักส่วนการตรวจที่มีความสำคัญมาก ก็คือ การตรวจเรียกว่า Ictal SPECT ซึ่งการตรวจชนิดนี้มีความแม่นยำในการช่วยหาตำแหน่งที่ทำให้เกิดโรคลมชักได้สูงถึง 70-90 เปอร์เซ็นต์ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก Temporal Lobe Epilepsy และจะมีความไวช่วยในการตรวจหาตำแหน่งในผู้ป่วยที่เป็น Extemporal Lobe Epilepsy เช่นกัน การตรวจผู้ป่วย Temporal Lobe Epilepsy จะสามารถบอกตำแหน่งในขณะที่มีอาการชักจะมีการจับสารกัมมันตรังสีสูงกว่าปกติในตำแหน่งที่ก่อให้เกิดโรคลมชักทำให้มีประโยชน์ในการวางแผนการผ่าตัด ส่วนการตรวจผู้ป่วย Extemporal Lobe Epilepsy ก็จะเป็นการตรวจหาตำแหน่งว่าจุดกำเนิดที่ทำให้เกิดโรคลมชักมาจากส่วนใดของสมองอันจะเป็นการนำไปสู่การวางแผนเพื่อการวางสายคลื่นไฟฟ้าสมองจากผิวสมองโดยตรงต่อไป
การตรวจ PET Scan (Positron Emission Topography)

การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจโดยการใช้กัมมันตรังสีอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีความแตกต่างจาก SPECT Scan การตรวจโดยใช้สารรังสีที่มีค่ายิ่งสั้นซึ่งจะจับกับสารที่เป็นน้ำตาลโดยที่เราพบว่า ผู้ป่วยโรคลมชักในตำแหน่งที่เป็นพยาธิสภาพสมองก่อให้เกิดโรคลมชักจะมีการทำงานที่มีการใช้สารน้ำตาลน้อยกว่าปกติ เพราะฉะนั้นการตรวจชนิดนี้โดยทั่วไปจะใช้สารที่เรียกว่า F 18 DG PET Scan ในการที่จะทำให้หาตำแหน่งที่ทำให้เกิดโรคลมชักได้ซึ่งจะมีประโยชน์มากในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคลมชักชนิด Temporal Lobe Epilepsy ซึ่งเป็นโรคลมชักที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน โดยที่ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการ เหม่อลอย เคี้ยวปาก แล้วก็ทำอะไรไม่รู้ตัว การตรวจชนิดนี้มีความแม่นยำสูงถึงประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการตรวจโรคลมชัชนิดอื่นก็จะมีประโยชน์เช่นกัน ซึ่งการตรวจ PET Scan จะมีประโยชน์มากในการวางแผนผู้ป่วยที่จะเตรียมการผ่าตัด นอกจากนี้ PET Scan สามารถใช้รังสีเฉพาะซึ่งสามารถไปจับกับสารเฉพาะในสมอง หรือ ว่าตัวรับที่เป็นเซลล์เฉพาะในสมอง การตรวจ PET Scan จะมีประโยชน์มากในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักในอนาคต
การตรวจเรื่องความจำ
ปัญหาเรื่องความจำเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคลมชัก เนื่องจากโรคลมชักจะมีผลอันตรายต่อเซลล์ประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องความจำในสมองโดยเฉพาะเรื่องความจำระยะสั้น เพราะฉะนั้นในส่วนของผู้ป่วยโรคลมชักอาจจะต้องมีการประเมินเรื่องของความจำ ซึ่งการประเมินเรื่องของความจำในผู้ป่วยโรคลมชักจะมีได้ 2 รูปแบบ คือ
การประเมินเรื่องความจำโดยทั่วไปในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักที่ได้รับการรักษาและสามารถควบคุมอาการชักได้แล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องความจำ หรือการใช้ภาษาที่ผิดปกติ และมีประโยชน์อย่างมาก คือ ในผู้ป่วยโรคลมชักจะต้องมีการเตรียมการผ่าตัดเพื่อรักษา โดยถือว่าการผ่าตัดรักษาโรคลมชักเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูง คือ มีผลแทรกซ้อนประมาณ 1% เพราะฉะนั้นการตรวจวินิจฉัยหาตำแหน่งความจำของสมองก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
การตรวจเรื่องความจำจะมีอยู่ 2 การตรวจหลัก คือ
- การตรวจโดยใช้การตรวจทางความจำซึ่งเป็นการตรวจโดยผู้ป่วยจะต้องมีการทำแบบทดสอบเพื่อหาว่าความจำของสมองอยู่ส่วนไหน อยู่ข้างขวาหรือข้างซ้าย การตรวจเรื่องความจำ เรื่องศูนย์ภาษา การใช้คำว่าอยู่ตำแหน่งไหน ความจำเกี่ยวกับแผนที่ว่าอยู่ตรงไหน
- การตรวจเรื่อง WADA Test เป็นการตรวจที่จะต้องมีการฉีดยาที่ทำให้สมองหลับข้างหนึ่งซึ่งการตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจเหมือนการทำสวนโรคหัวใจ และจะมีการทดสอบความจำในขณะที่สมองทำงานอยู่แค่ข้างเดียวซึ่งยาจะทำงานอยู่ประมาณ 10 นาที จึงหมดฤทธิ์ การตรวจชนิดนี้สามารถทำให้เราบอกได้ว่าสมองเรื่องของความจำอยู่ส่วนไหนด้านซ้ายหรือขวา ศูนย์เรื่องการพูดอยู่ส่วนซ้ายหรือส่วนขวา เป็นการตรวจที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง
การตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าจากผิวสมองโดยตรง (Intracranial Monitoring)

วิธีการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าจากผิวสมองโดยตรง หรือเรียกว่า Intracranial Monitoring เป็นการใช้เครื่องมือพิเศษที่เป็นขั้วไฟฟ้าที่ฝังไว้ในผิวสมองผู้ป่วยซึ่งจะมีประโยชน์ในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคลมชัก การฝังสายไฟฟ้าเพื่อวัดคลื่นไฟฟ้าสมองเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัย แต่จะใช้ในเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่สามารถหาจุดกำเนิดของคลื่นลมชักจากวิธีอื่นๆได้ การตรวจชนิดนี้ผู้ป่วยจะต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อฝังสายไฟฟ้าในสมอง หลังจากนั้นก็จะต้องมีการจับอาการชักเพิ่มเติมหลังจากการผ่าตัดภายในหนึ่งอาทิตย์ พอครบหนึ่งอาทิตย์ แพทย์ก็จะวินิจฉัยผลการตรวจและนำผลไปประมวลเพื่อการพิจารณาการผ่าตัดว่าจะมีการผ่าตัดที่ตำแหน่งไหน และก็มากน้อยเพียงใด วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีการที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและใช้ความชำนาญของแพทย์ในการวินิจฉัย เป็นการรักษามาตราฐานที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคลมชัก
ที่มา: ดร. นพ.โยธิน ชินวลัญช์
ศูนย์สมองกรุงเทพ
| < Prev | Next > |
|---|






