Saturday Jul 31

Share

การตรวจวินิจฉัยโรคลมชัก

( 9 Votes )

การตรวจวินิจฉัยในผู้ป่วยโรคลมชัก จะมีวิธีการตรวจอยู่หลายประเภท

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง แบ่งเป็น 2 ประเภท

  1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าแบบปกติ เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองใช้เวลาในการตรวจประมาณ 30 นาที สามารถทำการตรวจแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยถือว่าเป็นการตรวจเบื้องต้นในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการ วูบ หมดสติ ชัก เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักหรือไม่ หรือเป็นการตรวจในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักแล้ว เพื่อที่จะหาตำแหน่งความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมองว่ามีจุดกำเนิดมาจากส่วนใดของสมอง หรือเป็นการตรวจเพื่อใช้ในการติดตามการรักษา หรือแม้กระทั่งเพื่อดูว่าการรักษาในผู้ป่วยรายนั้นหายขาดหรือไม่

    การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจเบื้องต้น โดยที่
    ผู้ป่วยจะต้องมีการเตรียมตัวในการตรวจ โดยจะต้องมีการสระผม หรือไม่ใส่เจล ก่อนมาทำการตรวจ ซึ่งในขณะทำการตรวจได้มีการติดสายวัดคลื่นไฟฟ้าสมองที่บริเวณศรีษะ โดยใช้เจลพิเศษที่เป็นสื่อนำไฟฟ้า ซึ่งกระบวนการในระหว่างการตรวจผู้ป่วยจะต้องมีการลืมตา หลับตา แล้วจะมีการหายใจเข้าออกเร็วๆประมาณ 3 นาที รวมทั้งจะมีการใช้ไฟแฟลตกระตุ้นในระหว่างการตรวจ การใช้สิ่งกระตุ้นเหล่านี้เพื่อเป็นการที่จะทำให้สามารถกระตุ้นคลื่นไฟฟ้าที่อาจผิดปกติที่แฝงอยู่ในสมองอาจแสดงออกมาให้เห็นได้
     
  2. การตรวจคลื่นไฟฟ้า 24 ชั่วโมง เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าที่ใช้เวลา ที่ผู้ป่วยจะต้องมาอยู่ในโรงพยาบาลนานมากกว่า 1 วัน โดยทั่วไปในผู้ป่วยที่ต้องการตรวจเพื่อดูลักษณะอาการชัก เช่น ในผู้ป่วยที่เตรียมเพื่อการผ่าตัดอาจจะต้องมีการตรวจนานประมาณอย่างน้อย 3-5 วัน

    การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าที่ใช้เวลานานขึ้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะตรวจพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมองก็จะมากขึ้นรวมทั้งมีจุดประสงค์เพื่อตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมองในผู้ป่วยขณะกำลังชักด้วย
    ผู้ป่วยจะต้องมานอนโรงพยาบาลและจะต้องมีการติดสายวัดคลื่นไฟฟ้าสมองที่ใช้กาวพิเศษซึ่งสามารถติดที่หนังศีรษะโดยมั่นคงและไม่หลุดง่าย ผู้ป่วยก็จะสามารถทำกิจวัตรประจำวันเป็นปกติในห้องซึ่งจะต้องมีการตรวจวัด VDO ด้วย การตรวจเพื่อที่จะเป็นการวินิจฉัยดูลักษณะการชักของผู้ป่วย ซึ่งจะต้องมีการกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการชักเกิดขึ้น เช่น จะต้องมีการถอนลดยาบางส่วน หรือว่าจะต้องมีการให้ผู้ป่วยอดนอน หรือมีการออกกำลังภายในห้องเพื่อทำให้มีการเหนื่อยเกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดมีอาการชักได้ง่ายขึ้น การตรวจคลื่นไฟฟ้า 24 ชั่วโมงนี้จะมีจุดประสงค์อยู่ 3 อย่าง คือ
  • เป็นการตรวจในผู้ป่วยที่เราไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยมีอาการชักหรือไม่ ซึ่งหลังจากที่ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองแบบปกติแล้วไม่พบความผิดปกติใดๆ ก็จะต้องมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าแบบ 24 ชั่วโมงเกิดขึ้น
  • เป็นการตรวจเพื่อหาตำแหน่งของคลื่นลมชักให้ชัดเจนมากขึ้นหรือว่าดูลักษณะอาการชักของผู้ป่วย เช่นว่า เป็นลักษณะของอาการชักแบบชนิดไหน แล้วมีจุดกำเนิดไฟฟ้าที่ผิดปกติอยู่ในสมองส่วนไหน
  • เป็นการตรวจเพื่อหาจุดตำแหน่งเพื่อเตรียมการผ่าตัด การตรวจชนิดนี้จะเป็นการทำในผู้ป่วยทุกรายที่จะพิจารณาเพื่อการผ่าตัดหาตำแหน่งที่ชัดเจนว่าคลื่นไฟฟ้าลมชักมีจุดกำเนิดมาจากส่วนไหนของสมองที่ผิดปกติ และเพื่อหาจุดที่ชัดเจนในการเตรียมการผ่าตัดได้แม่นยำมากขึ้น


การตรวจหาพยาธิสภาพที่เป็นจุดเล็กๆในสมองโดยใช้เครื่อง MRI BRAIN เช่น ความผิดปกติของสมองที่เป็นมาแต่กำเนิดซึ่งเจอได้บ่อยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคลมชัก ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ที่เรียกว่า Corticaldysplasia ซึ่งพยาธิสภาพชนิดนี้มักจะมีขนาดเล็ก ดังนั้นการตรวจ X-RAY คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมองควรจะต้องใช้เครื่องที่มีความชัดค่อนข้างสูงก็คือ มีความแรงของคลื่นแม่เหล็กอย่างน้อย 2-3 เชดด้า รวมทั้งมีเทคนิคในการตรวจที่ถูกต้อง การตรวจพบพยาธิสภาพเหล่านี้อาจนำไปสู่การรักษาโดยการผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้ในเวลาต่อไป

ส่วนในผู้ป่วยที่ถึงแม้จะตรวจพยาธิสภาพความผิดปกติในสมองจาก MRI BRAIN และสามารถควบคุมอาการโดยการใช้ยากันชัก การตรวจ MRI BRAIN ก็จะมีประโยชน์ในงานที่จะบอกพยากรณ์โรคได้ ดังนั้นการตรวจเครื่อง MRI BRAIN จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะตรวจหาพยาธิสภาพในสมองผู้ป่วยโรคลมชัก

การตรวจ SPECT Scan (Single Photon Emission Topography)

 



เป็นการตรวจโดยใช้สารกัมมันตรังสีที่เรียกว่า
Technician TC 99M-ECD เป็นสารกัมมันตรังสีที่ฉีดเข้าไปในผู้ป่วยโรคลมชักที่เป็นสารกัมมันตรังสีที่มีความปลอดภัยสูงไม่เกิดอัตรายต่อมนุษย์ การตรวจชนิดนี้เพื่อจะเป็นการตรวจหาตำแหน่งพยาธิสภาพในสมองที่ก่อให้เกิดโรคลมชัก

การตรวจ SPECT Scan สามารถทำได้ 2 ชนิด เรียกว่า Interictal SPECT และการตรวจที่เรียกว่า Ictal SPECT

การตรวจ Interical SPECT เป็นการตรวจในขณะที่ผู้ป่วยไม่มีการชักโดยจะต้องมีการฉีดรังสีเข้าไปในร่างกายขณะที่ผู้ป่วยนอนและหลับตา โดยที่ผู้ป่วยจะต้องไม่มีอาการชักภายใน 24 ชั่วโมง การตรวจชนิดนี้สามารถที่จะบอกตำแหน่งพยาธิสภาพที่ทำให้เกิดอาการชักโดยจะมีการจับสารของกัมมันตรังสีน้อยกว่าปกติ การตรวจชนิดนี้ถึงแม้จะไม่มีความไวมากนักในการตรวจวินิจฉัยแต่จะมีประโยชน์ในการใช้เปรียบเทียบกับภาพที่มีสารกัมมันตรังสีในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการชักส่วนการตรวจที่มีความสำคัญมาก ก็คือ การตรวจเรียกว่า Ictal SPECT ซึ่งการตรวจชนิดนี้มีความแม่นยำในการช่วยหาตำแหน่งที่ทำให้เกิดโรคลมชักได้สูงถึง 70-90 เปอร์เซ็นต์ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก Temporal Lobe Epilepsy และจะมีความไวช่วยในการตรวจหาตำแหน่งในผู้ป่วยที่เป็น Extemporal Lobe Epilepsy เช่นกัน การตรวจผู้ป่วย Temporal Lobe Epilepsy จะสามารถบอกตำแหน่งในขณะที่มีอาการชักจะมีการจับสารกัมมันตรังสีสูงกว่าปกติในตำแหน่งที่ก่อให้เกิดโรคลมชักทำให้มีประโยชน์ในการวางแผนการผ่าตัด ส่วนการตรวจผู้ป่วย Extemporal Lobe Epilepsy ก็จะเป็นการตรวจหาตำแหน่งว่าจุดกำเนิดที่ทำให้เกิดโรคลมชักมาจากส่วนใดของสมองอันจะเป็นการนำไปสู่การวางแผนเพื่อการวางสายคลื่นไฟฟ้าสมองจากผิวสมองโดยตรงต่อไป

การตรวจ PET Scan (Positron Emission Topography)

การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจโดยการใช้กัมมันตรังสีอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีความแตกต่างจาก SPECT Scan การตรวจโดยใช้สารรังสีที่มีค่ายิ่งสั้นซึ่งจะจับกับสารที่เป็นน้ำตาลโดยที่เราพบว่า ผู้ป่วยโรคลมชักในตำแหน่งที่เป็นพยาธิสภาพสมองก่อให้เกิดโรคลมชักจะมีการทำงานที่มีการใช้สารน้ำตาลน้อยกว่าปกติ เพราะฉะนั้นการตรวจชนิดนี้โดยทั่วไปจะใช้สารที่เรียกว่า F 18 DG PET Scan ในการที่จะทำให้หาตำแหน่งที่ทำให้เกิดโรคลมชักได้ซึ่งจะมีประโยชน์มากในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคลมชักชนิด Temporal Lobe Epilepsy ซึ่งเป็นโรคลมชักที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน โดยที่ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการ เหม่อลอย เคี้ยวปาก แล้วก็ทำอะไรไม่รู้ตัว การตรวจชนิดนี้มีความแม่นยำสูงถึงประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการตรวจโรคลมชัชนิดอื่นก็จะมีประโยชน์เช่นกัน ซึ่งการตรวจ PET Scan จะมีประโยชน์มากในการวางแผนผู้ป่วยที่จะเตรียมการผ่าตัด นอกจากนี้ PET Scan สามารถใช้รังสีเฉพาะซึ่งสามารถไปจับกับสารเฉพาะในสมอง หรือ ว่าตัวรับที่เป็นเซลล์เฉพาะในสมอง การตรวจ PET Scan จะมีประโยชน์มากในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักในอนาคต

การตรวจเรื่องความจำ

ปัญหาเรื่องความจำเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคลมชัก เนื่องจากโรคลมชักจะมีผลอันตรายต่อเซลล์ประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องความจำในสมองโดยเฉพาะเรื่องความจำระยะสั้น เพราะฉะนั้นในส่วนของผู้ป่วยโรคลมชักอาจจะต้องมีการประเมินเรื่องของความจำ ซึ่ง
การประเมินเรื่องของความจำในผู้ป่วยโรคลมชักจะมีได้ 2 รูปแบบ คือ

การประเมินเรื่องความจำโดยทั่วไปใน
ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักที่ได้รับการรักษาและสามารถควบคุมอาการชักได้แล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องความจำ หรือการใช้ภาษาที่ผิดปกติ และมีประโยชน์อย่างมาก คือ ในผู้ป่วยโรคลมชักจะต้องมีการเตรียมการผ่าตัดเพื่อรักษา โดยถือว่าการผ่าตัดรักษาโรคลมชักเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูง คือ มีผลแทรกซ้อนประมาณ 1% เพราะฉะนั้นการตรวจวินิจฉัยหาตำแหน่งความจำของสมองก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

การตรวจเรื่องความจำจะมีอยู่ 2 การตรวจหลัก คือ

  1. การตรวจโดยใช้การตรวจทางความจำซึ่งเป็นการตรวจโดยผู้ป่วยจะต้องมีการทำแบบทดสอบเพื่อหาว่าความจำของสมองอยู่ส่วนไหน อยู่ข้างขวาหรือข้างซ้าย การตรวจเรื่องความจำ เรื่องศูนย์ภาษา การใช้คำว่าอยู่ตำแหน่งไหน ความจำเกี่ยวกับแผนที่ว่าอยู่ตรงไหน
  2. การตรวจเรื่อง WADA Test เป็นการตรวจที่จะต้องมีการฉีดยาที่ทำให้สมองหลับข้างหนึ่งซึ่งการตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจเหมือนการทำสวนโรคหัวใจ และจะมีการทดสอบความจำในขณะที่สมองทำงานอยู่แค่ข้างเดียวซึ่งยาจะทำงานอยู่ประมาณ 10 นาที จึงหมดฤทธิ์ การตรวจชนิดนี้สามารถทำให้เราบอกได้ว่าสมองเรื่องของความจำอยู่ส่วนไหนด้านซ้ายหรือขวา ศูนย์เรื่องการพูดอยู่ส่วนซ้ายหรือส่วนขวา เป็นการตรวจที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง

การตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าจากผิวสมองโดยตรง (Intracranial Monitoring)

วิธีการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าจากผิวสมองโดยตรง หรือเรียกว่า Intracranial Monitoring เป็นการใช้เครื่องมือพิเศษที่เป็นขั้วไฟฟ้าที่ฝังไว้ในผิวสมองผู้ป่วยซึ่งจะมีประโยชน์ในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคลมชัก การฝังสายไฟฟ้าเพื่อวัดคลื่นไฟฟ้าสมองเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัย แต่จะใช้ในเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่สามารถหาจุดกำเนิดของคลื่นลมชักจากวิธีอื่นๆได้ การตรวจชนิดนี้ผู้ป่วยจะต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อฝังสายไฟฟ้าในสมอง หลังจากนั้นก็จะต้องมีการจับอาการชักเพิ่มเติมหลังจากการผ่าตัดภายในหนึ่งอาทิตย์ พอครบหนึ่งอาทิตย์ แพทย์ก็จะวินิจฉัยผลการตรวจและนำผลไปประมวลเพื่อการพิจารณาการผ่าตัดว่าจะมีการผ่าตัดที่ตำแหน่งไหน และก็มากน้อยเพียงใด วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีการที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและใช้ความชำนาญของแพทย์ในการวินิจฉัย เป็นการรักษามาตราฐานที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคลมชัก

ที่มา: ดร. นพ.โยธิน ชินวลัญช์
ศูนย์สมองกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

ข่าวสุขภาพ

"มังคุด"ราชินีแห่งผลไม้ ช่วยพิชิตโรคร้าย
"มังคุด" ได้รับสมญานามว่าเป็น "ราชินีแห่งผลไม้" (Queen of Fruits) ด้วยคุณประโยชน์ที่มีให้มากกว่าความเป็นผลไม้ ศูนย์วิจัยและพัฒนา มังคุดไทย (www.mangosteenrd.com) นำเสนอผลงานวิจัยมังคุดที่ศึกษามายาวนานกว่า 32 ปี ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บอกว่า มังคุดถือว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามังคุดมีสารต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพหากมีการนำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง
ผัว-เมียป่วยโรคประหลาดแมลงบินออกจากแผล
สามี-ภรรยาป่วยด้วย โรคประหลาดมีผื่นคันเป็นเม็ดตามร่างกายแถมมีแมลงบินออกมาจากบาดแผลที่เกิด ขึ้น เผยก่อนเป็นโรคพิลึกเดินทางไปปลูกยางพาราในต่างอำเภอ ผู้ว่าฯ สั่งนำตัวเข้ารักษาอาการหาสาเหตุที่แท้จริง
เด็ดหัวโรคเอดส์ ใน5-10ปี ใช้ยาปลุกไวรัสให้ตื่นจากหลับ แล้วฆ่ามันเสีย
ผู้เชี่ยวชาญโรคเอดส์ ผู้มีชื่อเสียงทั่วสากลโลกได้ ลั่นวาจาว่าจะรักษาโรคเอดส์ ให้หายลงได้ภายในเวลา 5-10 ปีข้างหน้านี้
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการ สาธารณสุข แพทย์กลายเป็นผู้ร้ายจริงหรือ?
จากการที่สมาคมผู้บริโภค เครือข่ายผู้เสียหายจากทางการแพทย์ และเครือข่ายต่างๆ ได้มีการแถลงการณ์เกี่ยวกับการยืนยันที่ว่า "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข พ.ศ. ..." ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ เป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์และคนไข้ และจะช่วยไม่ให้เกิดการฟ้องอาญาต่อแพทย์ โดยหลักการนี้มีหัวใจที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจาการรับบริการสาธารณสุขโดยที่จะไม่มีการพิสูจน์ความผิดและผู้ที่กระทำความผิด และเป็นระบบที่มุ่ง"ชดเชยความเสียหาย" มิใช่การมุ่งหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นทางแพทย์เองก็เกิดความกังวลและตระหนกต่อประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง
ถุงช็อปปิ้งมีเชื้อโรค ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษ เป็นอันตรายถึงชีวิต
นักวิจัยทั้งในอังกฤษและอเมริกา ต่างเตือนนักช็อปปิ้งทั้งหลายว่า ถุงใส่สิ่งของที่จับจ่าย อาจทำอันตรายต่อสุขภาพได้ เพราะมันกลายเป็นที่อยู่ ของจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเป็นพิษ ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
Facebook Flickr Picasa Twitter YouTube