บาดเจ็บที่ศีรษะ
( 22 Votes )การหกล้มหรือการตกจากที่สูงแล้วศีรษะกระทบพื้น จัดเป็นภยันตรายเกิดขึ้นกับเด็กที่พบได้บ่อย พ่อแม่หรือผู้ปกครองควรจะให้ความสำคัญ กรณีศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ต้องสังเกตดูว่าเด็กมีการหมดสติหรือไม่ เด็กมีสติสัมปชัญญะเหมือนปกติหรือไม่ สามารถตอบโต้พูดคุยได้เป็นปกติหรือไม่ โดยปกติอาการบาดเจ็บที่มีต่อสมองอาจเกิดขึ้นได้ทันทีทันใด หรือส่วนใหญ่มักจะเกิดปัญหาขึ้นภายใน 48-72 ชั่วโมง หลังจาก 72 ชั่วโมงไปแล้ว ก็อาจเกิดขึ้นได้แต่พบได้น้อย
อาการสำคัญที่ควรจะพาเด็กไปพบแพทย์
- หมดสติ
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
- ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัดเจน
- อาการชาหรืออ่อนแรงของมือแขนหรือขา
- อาเจียนรุนแรง อาเจียนพุ่ง
- เด็กมีอาการอื่นๆร่วมด้วย ถ้าสงสัยว่าจะมีอันตรายร้ายแรง ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและให้คำปรึกษาต่อไป
ผลที่เกิดจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ
- บาดแผลที่หนังศีรษะ
- กะโหลกศีรษะร้าวหรือแตกยุบ
- สมองกระทบกระเทือน
- สมองช้ำ
- เลือดคั่งในสมอง
กะโหลกศีรษะแตกยุบ
กะโหลกศีรษะแตกยุบเกิดจากมีแรงมากระแทกที่ศีรษะโดยตรง แรงนั้นมากเกินกว่าที่กะโหลกศีรษะจะทนได้ ทำให้เกิดการยุบตัวลงไปและไม่คืนกลับมา อาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ กะโหลกศีรษะแตกยุบชนิดมีแผล และกะโหลกศีรษะแตกยุบชนิดไม่มีแผล พบได้บ่อยจากการถูกตี หรือขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่ใส่หมวกกันน็อกแล้วใบหน้ากระแทกกับพื้น ทำให้มีกะโหลกศีรษะบริเวณด้านหน้ารวมทั้งกระดูกใบหน้าแตก ซึ่งถ้าเป็นชนิดมีแผลบางครั้งอาจเห็นเนื้อสมองไหลออกมา
ในกรณีที่ไม่มีบาดแผล จะเห็นศีรษะบริเวณนั้นยุบลงไป ถ้ามีแผลก็จะสามารถคลำได้ว่ากะโหลกยุบ การถ่ายภาพรังสีกะโหลกศีรษะถ้ามองเห็นไม่ชัดอาจต้องถ่ายเฉียงให้ตรงกับแนวกะโหลกยุบ การตรวจด้วยเครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ช่วยทำให้มองเห็นกะโหลกศีรษะแตกยุบได้ชัดเจนขึ้น สำหรับการรักษากะโหลกศีรษะแตกยุบชนิดไม่มีแผลไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ยกเว้นเพื่อความสวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากะโหลกยุบตรงหน้าผากหรือบริเวณที่เห็นได้ชัด ส่วนกะโหลกศีรษะแตกยุบชนิดที่มีแผลนั้นจำเป็นต้องผ่าตัด ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ต้องผ่าตัดเพื่อยกกะโหลก ทำความสะอาด และเย็บซ่อมเยื่อหุ้มสมอง ในบางรายอาจมีเลือดออกในกะโหลกศีรษะร่วมด้วย การผ่าตัดช่วยป้องกันการติดเชื้อเนื่องจากอาจมีเศษผม เศษทราย สิ่งสกปรก เชื้อโรคเข้าไปทำให้มีการติดเชื้อในระบบประสาทหรือฝีในสมอง แต่การผ่าตัดไม่สามารถป้องกันอาการชักที่เกิดจากเนื้อสมองมีแผลเป็นได้
สมองช้ำ
ภาวะสมองช้ำเป็นการบาดเจ็บที่เนื้อสมอง อาจเกิดร่วมกับภาวะเลือดออกชนิดต่างๆได้ การเกิดสมองช้ำมักเกิดจากมีแรงกระทบให้ศีรษะมีการเคลื่อนไหว ทำให้สมองเคลื่อนในกะโหลกศีรษะแล้วเกิดการบาดเจ็บ ซึ่งมักจะพบสมองส่วนหน้ากับด้านข้าง เนื่องจากกะโหลกศีรษะบริเวณนี้มีลักษณะขรุขระ สมองช้ำอาจมีเลือดออกหรือไม่มีเลือดออกก็ได้ ถ้าไม่มีเลือดออกจะเห็นในเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์เป็นสีดำ ถ้ามีเลือดออกจะเห็นเป็นสีขาวหรือขาวปนดำ ในระยะแรกบางรายสมองช้ำ้อาจมีขนาดเล็ก เมื่อระยะเวลาผ่านไปไม่กี่วันบริเวณสมองช้ำอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีเลือดออก ทำให้อาการแย่ลงได้
สำหรับการรักษา ขึ้นกับขนาดของสมองที่ช้ำ ถ้าขนาดเล็กอาจเฝ้าติดตามดูอาการ และภาพถ่ายเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ถ้าบริเวณสมองช้ำมีขนาดใหญ่ อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อลดความดันในสมอง
เลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมอง
ภาวะเลือดออกในชั้นเหนือเยื่อหุ้มสมอง ส่วนมากเกิดจากการมีแรงกระทบกระแทกต่อกะโหลกศีรษะโดยตรง และมีการฉีกขาดของเส้นเลือดแดงซึ่งอยู่บริเวณเหนือกกหูหรือทัดดอกไม้ เนื่องจากกะโหลกศีรษะบริเวณนี้มีความบางและมีเส้นเลือดแดงทอดผ่านบริเวณดังกล่าว การบาดเจ็บที่ถูกกระแทกบริเวณนี้และมีกะโหลกแตก จึงมีโอกาสเกิดเลือดออกในช่องเหนือเยื่อหุ้มสมองได้
ผู้ป่วยอาจรู้สึกตัวระยะแรก ต่อมาค่อยๆซึมลง เนื่องจากเลือดไปกดสมองทำให้ซึมลง และถ้าช่วยเหลือไม่ทัน ก็จะไม่รู้สึกตัวและถึงแก่ชีวิตได้ การวินิจฉัยจึงจำเป็นต้องระลึกถึงเสมอเมื่อมีกะโหลกศีรษะแตก ภาพถ่ายเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์จะเห็นตำแหน่งและขนาดของก้อนเลือดและกะโหลกศีรษะที่แตก การผ่าตัดเอาก้อนเลือดออกทันท่วงทีจะช่วยลดอัตราพิการและอัตราตาย ผลการผ่าตัดส่วนมากผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติได้ดี
เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง
ภาวะเลือดออกในชั้นใต้เยื่อหุ้มสมองเป็นผลจากมีการเคลื่อนของสมองในกะโหลกศีรษะ ทำให้เส้นเลือดดำที่ขึงระหว่างสมองกับเยื่อหุ้มสมองฉีกขาด หรืออาจเกิดจากมีเลือดออกที่สมองตรงผิว แล้วแตกเข้าสู่ช่องใต้เยื่อหุ้มสมอง การบาดเจ็บมักเกิดรุนแรง เช่น อุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ ผู้ป่วยมักไม่รู้สึกตัว การวินิจฉัยทำโดยถ่ายภาพเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ มักมีการบาดเจ็บของเนื่อสมองร่วมด้วยทำให้เห็นสมองบวมและมีความดันในกะโหลกศีรษะสูง
การวินิจฉัยและรักษาโดยการผ่าตัดอย่างรวดเร็วจะลดอัตราเสียชีวิตได้ แต่เนื่องจากการบาดเจ็บมักรุนแรง ผู้ป่วยมักมีความพิการหลงเหลือหรือไม่ฟื้นหลังรอดชีวิต การผ่าตัดบางครั้งจำเป็นที่จะต้องเอากะโหลกศีรษะออกเนื่องจากสมองบวมมาก การรักษาหลังผ่าตัดก็มีความสำคัญเนื่องจากต้องรักษาภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงร่วมด้วย
เลือดเก่าออกในสมอง

ภาวะเลือดเก่าในสมองพบได้บ่อยในผู้ป่วยสูงอายุ มักมีประวัติอุบัติเหตุไม่รุนแรง เช่น หกล้ม หรือจำไม่ได้ว่าเคยมีอุบัติเหตุหรือเดินชนอะไร ผู้ป่วยอาจมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และรับประทานยาที่ทำให้เลือดออกง่าย โดยปกติสมองของผู้สูงอายุจะฝ่อและมีช่องว่างใต้เยื่อหุ้มสมองมากกว่าคนอายุน้อย เมื่อเลือดออกในระยะแรกจึงไม่มีอาการ ต่อมาเมื่อมีเยื่อมาหุ้มก้อนเลือด และเมื่อเวลาผ่านไปลิ่มเลือดละลายกลายเป็นของเหลวหรือเลือดเก่า และมีเลือดออกซ้ำตรงเยื่อหุ้มเข้าไปในก้อนเลือดทำให้ขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งจึงปรากฏอาการแสดงออกมา เช่น แขนขาอ่อนแรง ปวดศีรษะ หรือซึมลง
การวินิจฉัยโดยใช้ภาพเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์สมอง จะเห็นลักษณะเลือดเป็นสีดำหรือเทา ใกล้เคียงกับเนื้อสมอง แต่ขึ้นอยู่ระยะของเลือด ถ้ามีเลือดใหม่ปนบ้าง ก็ทำให้เห็นขาวขึ้น อาจพบข้างเดียวหรือสองข้างได้ การรักษาภาวะเลือดเก่าในสมองใช้วิธีผ่าตัดที่เรียกว่าเจาะรู โดยเจาะกะโหลกศีรษะเล็กๆ หนึ่งหรือสองรู แล้วล้างเอาเลือดออก บางครั้งอาจใส่สายระบายเลือดออกหลังผ่าตัด 2-3 วันจนกว่าจะใส ค่อยดึงออกภายหลัง ผลการผ่าตัดส่วนมากผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติ
อาการผิดปกติที่เกิดจากสมองกระทบกระเทือน
- ระดับความรู้สึกตัวลดลง เช่น นอนซึม เรียกไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือมีอาการเอะอะโวยวาย
- โต้ตอบและทำตามคำสั่งไม่ได้
- คลื่นไส้อาเจียน
- อาการปวดศีรษะมากขึ้น
- อาการอ่อนแรงของแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง
- อาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อบริเวณหน้า แขน หรือขา
- ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัดเจน หรือมองเห็นเป็นภาพซ้อน
ลักษณะความผิดปกติทั่วไปที่พบในผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ

เมื่อมีการบาดเจ็บของศีรษะและสมองเกิดขึ้น จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติในหลายๆ ด้าน ที่สำคัญได้แก่ ด้านความรู้ ความเข้าใจ ด้านพฤติกรรม ด้านการรับสัมผัส และการเคลื่อนไหว ด้านความรู้ ความเข้าใจ เป็นกระบวนการทางด้านจิตใจ หรือความสามารถที่จะรู้ในสิ่งต่างๆ รวมถึงความตระหนัก การรับรู้ การใช้เหตุผล การสื่อภาษา ความจำ และการตัดสินใจ ซึ่งผู้บาดเจ็บที่ศีรษะมักจะมีความผิดปกติ หรือบกพร่องในด้านเหล่านี้ การสูญเสียความทรงจำระยะสั้นเป็นความผิดปกติที่พบได้เสมอในผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ
ปัญหาหรือความบกพร่องของความสามารถด้านจิตสังคมเป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ปัญหาเหล่านี้ได้แก่ พฤติกรรมอ่อนล้า คล้ายอาการขี้เกียจ ปฏิเสธการทำกิจกรรมต่างๆ ภาวะซึมเศร้า ขาดแรงจูงใจ วุ่นวาย ไม่ยอมพักในเวลาที่ควรจะพัก ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ยาก
ด้านการรับสัมผัสและการเคลื่อนไหว เมื่อศีรษะได้รับบาดเจ็บและผลจากการที่เซลล์สมองและทางเดินประสาทได้รับบาดเจ็บทำให้เกิดความบกพร่องต่อการรับสัมผัสและการควบคุมการเคลื่อนไหว ลักษณะกลุ่มของความบกพร่องที่พบได้บ่อย ได้แก่ กลุ่มอาการอัมพาตครึ่งซีก หรืออัมพาตครึ่งซีก 2 ด้าน ความบกพร่องในการทรงท่าและสมดุล ความบกพร่องในการประสานสัมพันธ์
การรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการ
ผู้ป่วยที่แพทย์แนะนำให้อยู่รักษาในโรงพยาบาลส่วนมากเป็นผู้ป่วยที่มีอาการสมองช้ำ หรือผู้ป่วยที่แพทย์สงสัยว่าจะมีเลือดคั่งกดทับเนื้อสมอง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดในหออภิบาลผู้ป่วยอาการหนัก
ขั้นตอนการบำบัดรักษา
เฝ้าสังเกตุอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยตลอดเวลา - งดอาหาร เครื่องดื่ม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผ่าตัดในกรณีฉุกเฉิน
- การรักษาทางยา รวมถึงการให้อาหาร และน้ำเกลือทางหลอดเลือด
- เอ็กซเรย์กระโหลกศีรษะ และอวัยวะอื่นๆ ที่บาดเจ็บ
- เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อตรวจดูความผิดปกติอย่างละเอียด
- ในกรณีสงสัยว่ามีการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังส่วนคอ หรือฐานกระโหลกร้าว อาจต้องมีการตรวจเอ็กซเรย์เพิ่มเติม เช่น เอ็กซเรย์กระดูกคอ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมองบริเวณฐานกระโหลก MRI ของกระดูกคอ หรืออาจฉีดสีตรวจเส้นเลือดเพิ่มเติมก็ได้
- ผู้ป่วยที่แพทย์ลงความเห็นว่าได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะมีอาการสมองกระทบกระเทือน ภายหลังได้รับการรักษาเบื้องต้น และขอกลับบ้าน มีความจำเป็นต้องได้รับการเฝ้าสังเกตุอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดอีกอย่างน้อย 1-2 วัน
การรักษา
- การผ่าตัดสมองในรายที่มีเลือดคั่งกดทับเนื้อสมองเพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้ป่วยที่จะทำให้เสียชีวิตหรือพิการตลอดชีวิต
- การรักษาอื่นๆต่อโรคที่เกิดร่วม เช่น บาดเจ็บของอวัยวะอื่นๆ โรคแทรกซ้อนที่จะอาจเกิดขึ้น ได้แก่ น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังรั่วออกทางจมูก หู หรือเส้นโลหิตแดงใหญ่รั่วออกทางแอ่งเส้นเลือดดำ
- การรักษาทางยาและกายภาพบำบัด ตลอดจนศัลยกรรมตกแต่ง เพื่อให้ผู้ป่วยคืนกลับสภาพปกติได้มากที่สุดในระยะเวลาอันรวดเร็ว
- การตรวจดูการทรุดตัวหรือเสื่อมสภาพของกระดูกคอ อันเป็นผลมาจากการบาดเจ็บของศีรษะที่ทำให้กระดูกสันหลังส่วนนี้เสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร
ติดตามผลการรักษา
จำเป็นต้องติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่เกิดจากโรคลมชัก หรือจากการเสื่อมของสมองและเส้นประสาทสมองในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพและการฟื้นตัวของผู้ป่วย
ในรายที่อาการไม่รุนแรง
- ในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่ไม่รุนแรง แพทย์ได้ทำการตรวจผู้ป่วยมีแล้วเห็นว่า การบาดเจ็บที่ศีรษะซึ่งได้รับขณะนี้ยังไม่มีอาการบ่งบอกความรุนแรงที่จะต้องรับไว้ในโรงพยาบาล จึงแนะนำให้ผู้ป่วยพักอย่างรักษาตัวต่อที่บ้าน
- งดการออกกำลังทุกชนิด
- หลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
- รับประทานอาหารอ่อนและงดดื่มสุราและยาที่ทำให้ง่วงซึมทุกชนิด
- ถ้ามีอาการปวดศีรษะเล็กน้อยในระหว่างนี้ให้ทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง
- ควรมีผู้ดูแลที่สามารถสังเกตอาการและเข้าใจวิธีปฏิบัติเพื่อคอยดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด (โดยเฉพาะในเด็ก)
- ปลุกผู้ป่วยทุก 2-4 ชั่วโมง เพื่อประเมินความรู้สึกตัวของผู้ป่วยว่าลดลงหรือไม่
อาการบ่งชี้ว่าควรกลับมาพบแพทย์
- ง่วงซึมมากกว่าเดิม หรือไม่รู้ตัว หมดสติ
- กระสับกระส่ายมาก พูดลำบาก หรือมีอาการชักกระตุก
- กำลังของแขน ขาลดน้อยลงกว่าเดิม
- ชีพจรเต้นช้ามาก
- มีไข้สูง
- คลื่นไส้มาก อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง
- ปวดศีรษะรุนแรง โดยไม่ทุเลา
- มีน้ำใสหรือน้ำใสปนเลือด ออกจากหูหรือจมูกหรือไหลลงคอ
- ปวดต้นคอ ก้มคอลำบาก
- วิงเวียนศีรษะมาก หรือมองเห็นภาพพร่า
- ปวดตุบๆในลูกตา
- อาการผิดปกติอื่นๆที่น่าสงสัย
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
| < Prev | Next > |
|---|






