Saturday Mar 13

Share

กลยุทธ์ 333 สยบโรคไข้ปวดข้อยุงลาย

( 5 Votes )

กลยุทธ์ 333 สยบโรคไข้ปวดข้อยุงลาย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการอย. และนายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดประชุมวิชาการสุขภาพภาคประชาชน เรื่อง แนวทางการเฝ้าระวังควบคุมป้องกันโรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโครงการศาสนสถานส่งเสริมสุขภาพ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เร่งรัดมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคติดต่อในชุมชนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยมีอสม. ผู้นำศาสนา และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของจังหวัดยะลาร่วมประชุม 2,120 คน ในวันเดียวกันได้เปิดรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออก และไข้ปวดข้อยุงลาย ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ปัตตานี พร้อมมอบนโยบายการป้องกันควบคุมโรคในพื้นที่ภาคใต้

ขณะนี้ประเทศไทยพบการระบาดของโรคติดต่อหลายโรค เช่น โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ที่มาจากต่างประเทศ และพบผู้ติดเชื้อภายในประเทศในหลายจังหวัด โรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไปที่มาพร้อมกับฤดูฝน และโรคไข้ปวดข้อยุงลายที่เป็นโรคประจำถิ่นในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งปีนี้มีการระบาดใหญ่ และกำลังขยายวงไปยังภาคอื่นๆ โดยสำนักระบาดวิทยา รายงานข้อมูลตั้งแต่ 1 มกราคม - 23 มิถุนายน 2552 พบผู้ป่วยโรคไข้ปวดข้อยุงลายสะสม 29,507 ราย ใน 39 จังหวัด ไม่มีผู้เสียชีวิต มากที่สุดในภาคใต้ 29,343 ราย จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ นราธิวาส รองลงมา ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา และสตูล โดยขณะนี้แนวโน้มของการเกิดโรคลดลง

กระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการโรคไข้ปวดข้อยุงลายภาคใต้ขึ้นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรังตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน 2552 มีนายแพทย์เสรี หงษ์หยก ผู้ตรวจราชการ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ และได้กำหนด กลยุทธ์ 333 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในภาคใต้ให้สงบ และสกัดกั้นไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ ให้ได้ภายใน 3 เดือน โดยจะจัดรณรงค์ในรูปแบบเดียวกันทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ต่อเนื่อง 3 เดือน เริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป

ประวัติของโรคชิคุนกุนยา

  1. Chikungunya (pronounced as chik’-en-GUN-yah) disease โรคชิคุนกุนยา พบเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1952 ในดินแดนที่ราบสูง Makonde Plateau ทวีปแอฟริกา บริเวณพรมแดนระหว่างประเทศ Tanzania และ Mozambique.
  2. ชื่อโรค "chikungunya" มาจากคำในภาษา Makonde language มีความหมายว่า "that which bends up" สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้ออย่างมาก
  3. ชื่ออื่นๆ ได้แก่ Chicken guinea, Chicken gunaya และChickengunya
  4. แม้ว่าชื่อโรคจะพ้องกับคำว่า "Chicken" แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับไก่แต่อย่างใด
  5. รายงานทางการแพทย์สองฉบับตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1955 บรรยายลักษณะของโรคนี้เป็นครั้งแรก "An epidemic of virus disease in Southern Province, Tanganyika Territory, in 1952-53. II. General description and epidemiology" โดย W.H.R. Lumsden และ "An epidemic of virus disease in Southern Province, Tanganyika Territory, in 1952-53. I. Clinical features." โดย M. Robinson เป็นรายงานการติดเชื้อที่ Makonde Plateau ซึ่งพบว่ามีความคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี่
  6. ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1952 เป็นต้นมา พบลักษณะการระบาดของโรคชิคุนกุนยาเป็นรอบๆ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วง 1960 ถึง 1982 ในประเทศแอฟริกา และเอเชีย จากนั้นโรคนี้หายไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง กระทั่งกลับมาระบาดอีกครั้งนับแต่ปี ค.ศ. 1999 นับจากปีค.ศ.2003 พบการระบาดบ่อยขึ้นมากใน south India

รายงานผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยา

1952 - รายงานการระบาดใน Makonde Plateau
1955 - Marion Robinson และ W.H.R. Lumsden พบเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา และบรรยายลักษณะของโรคเป็นครั้งแรก
1963/64 – พบในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมือง calcutta, maharashtra และ vellore พบผู้ป่วยมากกว่า 100,000 รายที่เมือง lakhs เสียชีวิตมากกว่า 200 ราย
1969 - รายงานผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาที่ประเทศ Srilanka
1975 - พบโรคชิคุนกุนยาที่ประเทศ Vietnam และ Myanmar
1982 - รายงานผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาที่ประเทศ Indonesia
2005/2006 – พบโรคชิคุนกุนยาที่ Reunion Islands มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 ราย และพบรายงานผู้ป่วยจากรัฐทางใต้ของประเทศอินเดีย ได้แก่ Kerala, Karnataka, Tamil Nadu และ Andhra Pradhesh
2007/2008 – มีรายงานโรคชิคุนกุนยากระจายไปทั่วประเทศอินเดีย ระบาดไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น Maldives และ Pakistan ในช่วงปลายปี 2008 พบโรคนี้ที่ประเทศ Italy, Singapore และ Australia

สาเหตุของโรค

  1. เกิดจากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา ซึ่งเป็น RNA Virus จัดอยู่ใน genus alphavirus และ family Togaviridae ไวรัสชิคุนกุนยามีความใกล้ชิดกับ O’nyong’nyong virus และ Ross River virus ที่พบในประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคไข้สมองอักเสบ eastern equine encephalitis และ western equine encephalitis
  2. เชื้อไวรัสชิคุนกุนยาติดต่อกันได้โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ เมื่อยุงลายตัวเมียกัด และดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลาย เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัด ทำให้คนนั้นเกิดอาการของโรคได้
  3. ระยะฟักตัวของโรคโดยทั่วไปประมาณ 1-12 วัน แต่ที่พบบ่อยประมาณ 2-3 วัน
  4. ระยะติดต่อเป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้ป่วยไข้สูง ประมาณวันที่ 2 – 4 เนื่องจากเป็นระยะที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาอยู่ในกระแสเลือดมากที่สุด

อาการของโรค

  1. ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงอย่างฉับพลัน มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย และอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบตาแดง แต่ไม่ค่อยพบจุดเลือดออกในตาขาว ส่วนใหญ่แล้วในเด็กจะมีอาการไม่รุนแรงเท่าในผู้ใหญ่
  2. ในผู้ใหญ่อาการที่เด่นชัดคืออาการปวดข้อ ซึ่งอาจพบข้ออักเสบได้ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า
  3. อาการปวดข้อจะพบได้หลายๆ ข้อเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ อาการจะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับข้อไม่ได้ อาการจะหายภายใน 1-12 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อเกิดขึ้นได้อีกภายใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา และบางรายอาการปวดข้อจะอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี
  4. ไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงช็อก ซึ่งแตกต่างจากโรคไข้เลือดออก อาจพบ tourniquet test ให้ผลบวก และจุดเลือดออกบริเวณผิวหนังได้

การวินิจฉัย

  • ไข้สูง
  • ผื่น
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดกระดูกหรือข้อ
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดกระบอกตา
  • เลือดออกตามผิวหนัง
  • ตรวจนับเม็ดเลือดพบว่ามีจำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ และเกล็ดเลือดปกติ ซึ่งสามารถแยกจากไข้เดงกีได้
  • ตรวจพบแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อในเลือดจากการตรวจปฏิกิริยาน้ำเหลืองสองครั้งด้วยวิธี Haemagglutination Inhibition (HI) โดยระดับแอนติบอดีเพิ่มขึ้น 4 เท่า ถ้าตรวจเลือดครั้งเดียว ต้องพบระดับแอนติบอดีมากกว่า 1 : 1,280 หรือตรวจพบภูมิคุ้มกันชนิด IgM โดยวิธี ELISA
  • ตรวจพบเชื้อได้จากเลือด โดยวิธี PCR หรือโดยการแยกเชื้อ

การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ

การแยกเชื้อไวรัสจากซีรั่ม เก็บตัวอย่างเลือดโดยเจาะจากเส้นเลือดดำที่แขนประมาณ 5 มิลลิลิตร ใส่ในหลอดที่ปราศจากเชื้อ ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 15 – 30 นาที แช่น้ำแข็ง หรือเก็บไว้ในตู้เย็นธรรมดา ห้ามแช่แข็ง นำส่งห้องปฏิบัติการภายใน 24 ชั่วโมง หรือในกรณีที่มีตู้แช่แข็ง -70 องศาเซลเซียส หรือไนโตรเจนเหลว หรือน้ำแข็งแห้ง สามารถแยกซีรัมจากก้อนเลือดที่แข็งตัวเก็บไว้เพื่อนำส่งห้องปฏิบัติการภายหลัง โดยนำส่งในน้ำแข็งแห้ง หรือไนโตรเจนเหลว ภายใน 2 – 3 วัน

การตรวจทางน้ำเหลืองมีการตรวจหลายวิธี เช่น ELISA, Haemagglutination–inhibition test น้ำเหลืองประมาณ 1 – 2 มิลลิลิตร เก็บ 2 ครั้ง ห่างกัน 7-14 วัน ครั้งที่ 1 ในวันที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งที่ 1 ประมาณ 7-14 วัน เก็บตัวอย่างโดยเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำประมาณ 3-5 มิลลิลิตร ใส่หลอดแก้วที่ปลอดเชื้อ ปั่นแยกเฉพาะน้ำเหลืองใส่ในหลอดที่ปลอดเชื้อ ปิดจุก และพันด้วยพาราฟิล์มหรือเทปให้แน่น ปิดฉลากเขียนชื่อนามสกุลผู้ป่วย วันที่เจาะเก็บเลือด และการตรวจทางน้ำเหลืองวิทยาที่ต้องการ จากนั้นเก็บน้ำเหลืองดังกล่าวไว้ที่ 4 องศาเซลเซียส หรือในช่องแช่แข็งของตู้เย็นรอจนได้ตัวอย่างที่ 2 แล้วจึงส่งพร้อมกัน

ข้อแนะนำวิธีการเก็บ และการส่งตัวอย่างตรวจโรคไข้ปวดข้อออกผื่นชิคุนกุนยา

  1. เจาะเลือดครั้งที่หนึ่ง ในวันที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษา และเจาะเลือดครั้งที่สอง ห่างจากครั้งแรก 7-14 วัน
  2. วิธีการเก็บน้ำเหลืองจากหลอดเลือดดำ โดยเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำประมาณ 3 - 5 มล. ใส่หลอดแก้วที่ปลอดเชื้อปั่นแยกเฉพาะน้ำเหลืองใส่ในหลอดที่ปลอดเชื้อ ปิดจุกและพันด้วยพาราฟิล์มหรือเทปให้แน่น ปิดฉลากเขียนชื่อนามสกุลผู้ป่วย วันที่เจาะเก็บเลือด และระบุการตรวจทางน้ำเหลืองวิทยาที่ต้องการ จากนั้นเก็บน้ำเหลืองดังกล่าวไว้ ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นรอจนได้ตัวอย่างที่ 2 แล้วจึงส่งพร้อมกัน
  3. วิธีการเก็บตัวอย่างโดยใช้กระดาษซับเลือดมาตรฐาน โดยเจาะเลือดจากปลายนิ้วแตะเลือดบนกระดาษซับเลือด หรือถ้าเจาะเลือดเพื่อการอื่นอยู่แล้วก็หยดเลือดลงบนกระดาษให้เลือดซึมจนชุ่มทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทิ้งไว้ให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง กระดาษที่ซับเลือดแล้วอย่าให้ถูกแดด หรือเก็บในที่ร้อน และไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 เดือน
  4. ข้อจำกัดในการเก็บตัวอย่างด้วยกระดาษซับเลือดมาตรฐาน ได้แก่ กระดาษซับเลือดมีราคาสูง ประมาณแผ่นละ 10 บาท การเก็บกระดาษที่ซับแล้วไว้นานเกินหนึ่งเดือน จะมีผลให้ปริมาณแอนติบอดีลดลง ซึ่งอาจทำให้ผลการตรวจผิดพลาดได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถสกัดเลือดที่ถูกซับในกระดาษออกมาได้ และไม่สามารถตรวจซ้ำได้ในรายงานที่ให้ผลกำกวม เนื่องจากน้ำเหลืองที่สกัดจากระดาษซับเลือดมีปริมาณน้อย

การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจงสำหรับโรคชิคุนกุนยา ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและประคับประคอง เช่น ยาลดอาการไข้ ปวดข้อ และการพักผ่อน

ผลการศึกษาวิจัยในระยะหลังพบว่า ยาคลอโรควิน (chloroquin) ได้ผลดีในการบรรเทาอาการที่เกิดจากโรคชิคุนกุนยา และมีคุณสมบัติต้านไวรัสชิคุนกุนยาได้อีกด้วย งานวิจัยที่มหาวิทยาลัยมาลายา ประเทศมาเลเซีย ใช้ยาคลอโรควินขนาดวันละ 250 มิลลิกรัม พบว่าได้ผลดีมาก เช่นเดียวกับงานวิจัยที่อิตาลีและฝรั่งเศสเมื่อปี 2006 ซึ่งพบว่าการรักษาด้วยยาคลอโรควินได้ผลดีเช่นกัน

การป้องกัน

  • การป้องกันโรคชิคุนกุนยาที่ดีที่สุดคือ ป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารไล่ยุง DEET, icaridin, PMD หรือ IR3535
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ป้องกันไม่ให้ยุงกัด ยาทากันยุงชนิดที่มีส่วนผสมของไพรีธรอยด์ช่วยป้องกันได้พอสมควร

วัคซีน

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับไวรัสชิคุนกุนยาที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยเมื่อปี 2000 พบว่าวัคซีนที่ทำการวิจัยไม่ได้ผล พบว่าเชื้อชิคุนกุนยาเกิดภาวะต้านวัคซีนมาถึงร้อยละ 98 ภายหลังได้รับวัคซีน 28 วัน วัคซีนดีเอ็นเอเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่นำมาศึกษาการผลิตวัคซีนสำหรับเชื้อชิคุนกุนยา โดยออกแบบเป็นวัคซีนชนิดผสม ใช้ลำดับสารพันธุกรรมของเปลือกหุ้มตัวไวรัสมาเป็นสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี ในเบื้องต้นพบว่าได้ผลดีมากในหนูทดลองทั้งระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น และสามารถกระตุ้นการทำหน้าที่ของเม็ดเลือดขาวชนิด T-cell ได้เป็นอย่างดี

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข่าวสุขภาพ

ฉลาดซื้อ : ภัยร้ายจาก "ไส้กรอกหมู" ใส่สารกันบูดเพียบ!!
รู้หรือไม่ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้วัตถุเจือปนอาหารใน อาหารหลายชนิด แต่ไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมด ดังนั้น อาหารที่จำเป็นต้องใช้วัตถุกันเสียเพื่อเก็บรักษาและถนอมอาหารควรใช้เท่าที่ จำเป็น การใช้เกินความจำเป็นอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้
"คอเลสเตอรอล" ไขมันแห่งชีวิต
คอเลสเตอรอล คือ ไขมันประเภทหนึ่ง มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว พบได้ในเซลล์ของอวัยวะทั่วไปในร่างกาย จินตนาการง่ายๆ ว่าส่วนประกอบที่เป็นของเหลวในตัวเรา ล้วนมีคอเลสเตอรอลแทรกซึมเป็นเจ้าถิ่นอยู่ทุกอณู ไม่เว้นแม้แต่ส่วนสำคัญที่สุดอย่างก้อนไขมันทรงประสิทธิภาพที่เรียกว่า สมอง
เตือนสาวอยากผอมกินยาลดอ้วน"พิงค์เลดี้-บอดี้บาลานซ์-แอล คานีทีน" เสี่ยงอันตรายไร้มาตรฐาน
เมื่อ วันที่ 23 ธันงาคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้จัดงานเสวนา สรุปสถานการณ์การตรวจจับยาลดความอ้วน-อาหารเสริมไร้มาตรรฐานในรอบปี 2551-2552 เนื่องจากปัจจุบันปัญหาสสุขภาพของประชาชนจากภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสมมี แน้วโน้มเพิ่มาากขึ้น
"มะเร็งตับ" ภัยสุขภาพที่ป้องกันได้
"มะเร็ง ตับ" ถือเป็นมะเร็งที่คนไทยป่วยมากเป็นอันดับต้นๆ ที่ผ่านมา ได้มีบุคคลสำคัญ และผู้มีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตด้วยโรคนี ้ อาทิ "DJ โจ้" - อัครพล ธนะวิทวิลาศ จากคลื่นฮอตเวฟ, ยอดรัก สลักใจ ราชาลูกทุ่งชื่อดัง,นายอภิชาติ หาลำเจียก ดาราผู้ผันตัวมาลงสนามการเมือง หรือกระทั่งล่าสุดอย่าง "สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
เด็กไทยเสื่อมหนัก 10ขวบท้อง มีเซ็กซ์พิสูจน์รัก
เด็กไทยเสื่อมหนัก ดญ. 10 ขวบ ท้องเกินครึ่งร้อย เหตุเพราะไม่ชอบใส่ถุงยางอนามัย แถมบรรดาวัยโจ๋ มีค่านิยมการมีเซ็กซ์เป็นเรื่องปกติและเป็นการพิสูจน์ ความรัก ...
Facebook Flickr Picasa Twitter YouTube