มะเร็งปากมดลูก ภาวะเร่งด่วน
( 3 Votes )ผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกมากเป็นอันดับ 1
นอกจากนี้ ผู้หญิงทุกคนไม่ว่าจะแต่งงานแล้วหรือยังเป็นโสด ล้วนมีโอกาสเป็นได้ ทั้งนั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ ความคืบหน้าเกี่ยวกับการรักษาโรค ดังกล่าว ซีเอ็นเอ็นรายงานข่าวไปทั่วโลกว่า ได้มีการค้นพบวัคซีนป้องกันแล้ว โดยองค์การอาหาร และยาของสหรัฐอเมริกา ได้ออกมารับรองวัคซีนตัวใหม่ให้มีผลบังคับใช้ในสหรัฐอเมริกาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นต้นไป
การค้นพบวัคซีนดังกล่าว เท่ากับเป็นความหวังใหม่ว่า มะเร็งปากมดลูกจะลดน้อยลงไปจากโลกนี้ ซึ่งในสหรัฐอเมริกาได้มีการประกาศ นโยบายใหเด็กหญิงอายุตั่งแต่ 12 ปีขึ้นไปฉิดวัคซีนป้องกันแล้ว แต่สำหรับในเมืองไทย นพ.ฉันทวัฒน์ เชนะกุล สูตินรีแพทย์ มะเร็งนรีเวช เล่าว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการขออนุญาตนำวัคซีนเข้ามาใช้ คาดว่าจะเรียบร้อย ประมาณเดือน เมษายน ปีหน้า
นพ.ฉันทวัฒน์ เชนะกุล เล่าว่า จากการศึกษาวิจัยถึงต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูก พบว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เกิดจากไวรัสตัวหนึ่งที่ชื่อว่า “เอชพีวี” (Human Papilloma Virus) ซึ่งเป็นไวรัสที่มีทั้งหมด 200 ชนิด ส่วนชนิดที่เป็นต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูกมี 15 เบอร์ด้วยกัน นอกจากนี้ไวรัสตัวนี้ยังก่อให้เกิดโรคติดเชื้อสารพัดทั้งในคนและสัตว์ เช่น หูดตามผิวหนัง หูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ หรือแม้แต่ก้อนติ่งเนื้อในหลอดเส้นเสียง ฯลฯ
“เมื่อรู้จักตัวไวรัส ก็พัฒนาถึงขั้นหาวัคซีนป้องกันได้ มีการส่งข้อมูลไปให้คณะแพทย์ที่สหรัฐอเมริกาพัฒนาเป็นวัคซีนตัวใหม่ในที่สุด”
“ไวรัสนี่เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก เกิดก่อนคนเสียอีก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสารเคมีที่มารวมกันนิดหน่อยก็เป็นไวรัสได้แล้ว ส่วนไวรัสเอชพีวี รูปร่างจะกลมๆ เล็ก ๆ คล้ายๆ ลูกกอล์ฟ” คุณหมออธิบายถึงลักษณะของไวรัส และเล่าต่อว่า ไวรัสเอชพีวีเกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถ้าเกิดในผู้ชายจะไม่ก่อให้เกิดโรค แต่จะส่งผ่านเชื้อไปยังผู้หญิงเมื่อมีความสัมพันธ์ทางเพศต่อกัน ทำให้ผู้หญิงได้รับไวรัส และอาจพัฒนาจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งต่อไปหากรักษาไม่ทัน
“เซลล์ปากมดลูกของผู้หญิงจะมีการแบ่งตัวตลอดเวลา พอไวรัสตัวนี้เข้าไปปุ๊บ ก็ไปทำให้เกิดการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติขึ้น ซึ่งการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติก็พัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ แต่ในผู้ชายไม่มีจุดที่ว่านี้ เพราะส่วนที่ปกคลุมอวัยวะเพศชายทั้งหมดเป็นเซลล์ชนิดเดียวกันหมด เหมือนผิวหนังของคนเรา ไม่มีส่วนที่เป็นเซลล์เปลี่ยนแปลง ผู้ชายจึงได้เปรียบ คือมีไวรัสตัวนี้อยู่ในตัว แต่ไม่มีโรค ไม่มีอาการอะไร การตรวจหาในผู้ชายก็ยาก แต่ในสิงคโปร์ หลังจากมีการค้นพบวัคซีน ก็ได้ประกาศนโยบายฉีดวัคซีนให้กับพลเมืองทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ตั้งแต่เด็กกันเลย”
ไวรัส HPV
ไวรัสเอชพีวีนี้ ศาสตราจารย์ชาวเยอรมันเป็นคนค้นพบเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ทำให้เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ที่สามารถพัฒนาการตรวจหาเซลล์มะเร็งที่แม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเกิดจากไวรัสตัวไหน ก็ใช้วิธีตรวจหาไวรัสตัวนั้นเลย ซึ่งถ้าพบไวรัสกลุ่มนี้เข้า ก็เท่ากับผู้ป่วยคนนั้นเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกต่อไป เฉลี่ยแล้วสูงถึง 10%
คุณหมอเล่าว่า เมื่อรู้จักตัวไวรัส ก็พัฒนาถึงขั้นหาวัคซีนป้องกันได้ ซึ่งส่วนหนึ่งของความสำเร็จ มีทีมแพทย์ นักวิจัย และกลุ่มตัวอย่างคนไทยรวมอยู่ด้วย เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานของการศึกษาวิจัย เพราะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้กันเยอะ โดยมาศึกษาวิจัยที่โรงพยาบาลศิริราช พระมงกุฎ เชียงใหม่ ขอนแก่น ฯลฯ แล้วมีการส่งข้อมูลไปให้คณะแพทย์ที่สหรัฐอเมริกา จนสามารถพัฒนาเป็นวัคซีนตัวใหม่นี้ได้ในที่สุด
“ไวรัสเอชพีวีนี้ ยังเป็นต้นเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากที่สุดในโลกด้วย แต่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปไม่พัฒนาไปถึงขั้นเป็นมะเร็ง เพราะกลุ่มเสี่ยงเหล่านั้นรู้ตัวก่อน เนื่องจากเขาตรวจภายใน และพบเซลล์ผิดปกติขึ้น จึงรักษาเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เขาเป็นกันน้อย เทียบกับเราที่ไม่ไปตรวจ ประกอบกับระยะเริ่มต้นของมะเร็งปากมดลูก จะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ จึงทำให้พัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้น ถ้าสามารถตัดตอนด้วยการไปตรวจภายใน ตัวเลขผู้ป่วยของเราก็จะลดน้อยลงเช่นกัน” คุณหมอบอก
อย่ามัวแต่อาย
เฉลี่ยแล้วผู้หญิงไทย 1 แสนคน จะเป็นมะเร็งปากมดลูก 20 คน โดยพบมากในภาคอีสานและเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาน้อยและบริการทางการแพทย์เข้าไปไม่ถึง ก่อนหน้าที่ยังไม่มีการค้นพบไวรัสเอชพีวี เคยเชื่อว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นต้นเหตุ เช่น ผู้ชายที่อวัยวะเพศสกปรกจนเกิดการสะสมเป็นไวรัสตัวนี้ขึ้น เมื่อไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิง ก็พลอยทำให้ผู้หญิงติดเชื้อไปด้วย นอกจากนี้ยังรวมกับปัจจัยเร่งอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่เพราะสารทาร์และนิโคตินในบุหรี่ เมื่อสูบเข้าไปแล้ว จะเข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดมะเร็งหลายๆ ชนิด
“คนที่สูบบุหรี่มากๆ โอกาสเป็นมะเร็งมีประมาณ 6-7 เท่า ถ้าเทียบกับคนที่ไม่สูบ แต่ในรายที่มีไวรัสเอชพีวีอยู่ในร่างกาย โอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งจะสูงขึ้นถึง 500 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งในสหรัฐอเมริกาหากต่ำกว่า 19 ปี ก็ถือว่าน้อยแล้ว แต่ปัจจุบัน อายุ 13-14 ปี ก็มีกันแล้ว จึงเท่ากับมีโอกาศได้รับเชื้อไวรัสมากยิ่งขึ้น ที่น่ากลัวก็คือ ยังอาจได้รับไวรัสหลายๆ ตัวจากการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ด้วย เช่นเดียวกับผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ หรือผู้ป่วยเอดส์ ก็มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งเร็วขึ้นเหมือนกัน” คุณหมอบอก
เทคโนโลยีการรักษา
แนวทางรักษาที่ดีที่สุด คุณหมอบอกต่อว่า รู้ตัวเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะได้วางแผนการรักษาได้ทัน ซึ่งสามารถทำให้หายขาดได้ เช่น เซลล์เริ่มเปลี่ยนแปลง หรือเป็นมากขึ้นก่อนระยะลุกลาม ก็จะตัดได้ แต่ถ้าลุกลามระยะที่ 3 และ 4 ก็ต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ทั้งผ่าตัด ฉายแสง และเคมีบำบัด
“การผ่าตัดมีหลายวิธี แบบดั้งเดิมคือผ่าตัดด้วยการเปิดหน้าท้องผ่า เลาะเอามดลูกและต่อมน้ำเหลืองออกมา หรือการฉายแสง แต่ปัจจุบันใช้วิธีส่องกล้อง (Laparoscope) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ คือ เจาะรูเข้าผ่าตัด เอามดลูก เอาต่อมน้ำเหลืองออกมาทางช่องคลอด ส่วนการฉายแสงจะเป็นที่นิยมมากในกรณีที่ป่วยเกินระยะที่ 1 ไปแล้ว คือระยะที่ 2, 3, 4 เพราะการผ่าตัดอาจเอาอวัยวะออกมาไม่ครอบคลุมเหมือนการส่องกล้อง ซึ่งเพิ่มอัตราความสำเร็จในการรักษาได้มากขึ้น”
จำเป็นต้องตรวจภายใน
ปกติแล้วมะเร็งปากมดลูกมีความรุนแรง 4 ระดับด้วยกัน ระยะที่ 3 ถือว่ารุนแรง ส่วนระยะที่ 4 ถือเป็นระยะสุดท้าย ซึ่งอาจเสียชีวิตได้ แต่สำหรับระยะที่ 1 และ 2 ยังหาทางรักษาได้ โดยเฉพาะก่อนที่จะเริ่มระยะที่ 1 ซึ่งการจะรู้ได้ก็ต้องไปตรวจภายใน เพราะระยะเริ่มต้นดังกล่าวจะยังไม่ปรากฏอาการผิดปกติใด ๆ ทำให้ผู้ป่วยกว่าจะรู้ตัวก็เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 หรือ 3 เข้าไปแล้วเมื่อพบความผิดปกติ เช่น ตกขาวมากและมีกลิ่น หรือมีเลือดออกหลังมีความสัมพัน์ทางเพศ
ส่วนเวลาจากระยะเริ่มต้นจนถึงเป็นมะเร็งปากมดลูก พบว่าใช้เวลาพัฒนาประมาณ 10 ปี ในสหรัฐอเมริกายอมรับทางการแพทย์ว่า หากตรวจภายในแล้วไม่พบความผิดปกติใดๆ สามารถเว้นการตรวจภายในไปได้อย่างน้อย 3 ปี “เมื่อตรวจเจอไวรัสเอชพีวี จะมีประมาณ 10% ที่มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก นี่เป็นสถิติจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบในคนที่มีเชื้อไวรัสอยู่ถึง 20 ล้านคน”
แม้จะมีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว ซึ่งอนาคตจะทำให้ผู้ป่วยลดลงได้ แต่อย่างไรก็ตาม การนำเข้าวัคซีนหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ดังนั้น แนวทางป้องกันง่ายๆ คือต้องไปตรวจภายในเพื่อจะได้รู้ตัวล่วงหน้า และใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยไร้กังวล
วัคซีนป้องกันมะเร็งกลยุทธ์ “ไวรัสต้านไวรัส”
เมื่อหลายปีก่อน ศ.ฮารัลด์ ซูร์ เฮาเซน แห่งศูนย์วิจัยมะเร็ง กรุงไฮเดลเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ค้นพบว่า ไวรัสเป็นสาเหตุในการเกิดมะเร็งหลายชนิด เช่น ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ ส่วนไวรัสเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลรี คือไวรัสที่ทำให้เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร ฯลฯ โดยเฉพาะการค้นพบว่า ไวรัส “เอชพีวี” (Human Papilloma Virus) หรือ “ไวรัสหูด” อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรค “มะเร็ง” ร้าย เช่น มะเร็งปากมดลูก ทำให้ ศ.ฮารัลด์ ซูร์ เฮาเซน ได้รับรางวัลมากมาย
หากใครพอจะคุ้นๆ ชื่อ ศ.ฮารัลด์ ซูร์ เฮาเซน ขอเฉลยว่า เป็นคนเดียวกับที่เคยได้รับพระราชทานรางวัลมูลนิธิเจ้าฟ้ามหิดล และคนที่ช่วย ศ.นพ. สรรใจ แสงวิเชียร ค้นหาพระสูติบัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ที่เมืองไฮเดลเบิร์กจนพบ โดยจะนำมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีหน้านั่นเอง
ศ.ฮารัลด์ ซูร์ เฮาเซน ศึกษาเกี่ยวกับไวรัสแพ็บพิลโลมาในคน หรือ เอชพีวี อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหูดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 โดยอีก 6 ปีต่อมา ก็เริ่มตั้งสมมติฐานว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง กระทั่งในปี 2523 คณะวิจัย ซึ่งนำโดย ศ.ฮารัลด์ ซูร์ เฮาเซน ก็พิสูจน์ได้ว่า ไวรัสเอชพีวี ชนิด 16 และ 18 เป็นสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ด้วยการแยกไวรัสทั้ง 2 เบอร์นี้ได้จากเนื้อมะเร็งจริงๆ
การค้นพบของ ศ.ฮารัลด์ ซูร์ เฮาเซน นับว่าเป็นมิติใหม่ให้ทั่วโลกเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมะเร็งต่างๆ และมะเร็งปากมดลูก โรคซึ่งพบเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งที่พบในผู้หญิงทั่วโลก หรือราวปีละ 5 แสนคน และ 80 เปอร์เซ็นต์ เกิดในประเทศกำลังพัฒนา สำหรับคนดังๆ ที่เสียชีวิตไปด้วยมะเร็งปากมดลูก ก็อย่างเช่น เอวิตา เปรอง อดีตสตรีหมายเลข 1 ของอาร์เจนตินา และแอนิตา มุย ดีว่าสาวแห่งเกาะฮ่องกง ทั้งคู่จากไปตั้งแต่วัยไม่เต็ม 40
การตรวจพบแต่เนิ่นๆ รวมทั้งการใช้เคมีบำบัดเพื่อป้องกันการลุกลามของเซลล์มะเร็ง ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าที่ควรนักวิจัยจึงมิอาจหยุดยั้งความพยายามที่จะลดจำนวนคนไข้มะเร็งลงให้ได้อย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 20-30 ปี
ในที่สุดพวกเขาก็พบว่า ไวรัสมิใช่เพียงทำให้เกิดมะเร็งเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของ “วัคซีน” ตัวใหม่ ที่สามารถทำมาฉีดเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี อันเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเพิ่งผ่าน อย. ของสหรัฐอเมริกา และกำลังจะเข้ามาในเมืองไทยเร็ว ๆ นี้
“วัคซีน” จะใช่คำตอบสุดท้ายของมะเร็งปากมดลูกหรือไม่? คงต้องติดตามตอนต่อไป
| < Prev | Next > |
|---|






