โรคมือเท้าปากในประเทศเกาหลีใต้
( 11 Votes )
โรคมือเท้าปากในประเทศเกาหลีใต้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552 กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้แถลงว่า แพทย์วินิจฉัยพบว่า ทารกเกาหลีใต้รายหนึ่ง อายุ 12 เดือน มีอาการสมองตายหลังจากติดเชื้อโรคมือเท้าปาก โดยสมองไม่ทำงานหลังถูกส่งไปยังห้องไอซูยี โดยก่อนหน้านี้ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลหลังเกิดอาการอาเจียน มีไข้ และมีผื่นขึ้นตามมือ รายงานระบุว่าสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสอีวี 71 ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการโรคร้ายแรงจากสภาพมีไข้ขึ้นสูง เป็นอัมพาต และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ นับเป็นเด็กเกาหลีใต้รายที่สองที่เสียชีวิตเพราะโรคมือเท้าปากจากเชื้อไวรัสอีวี 71 โดยรายก่อนหน้าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 เป็นเด็กอายุ 12 เดือนเช่นกัน

ลักษณะของโรคมือเท้าปาก
- โรคมือเท้าปาก Hand, Foot and Mouth Disease (HFMD) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดเฉียบพลัน เกิดตุ่มน้ำใสขึ้นที่ปาก มือ เท้า ก้น และบริเวณอวัยวะเพศ โรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัสหลายชนิดแต่ชนิดที่ก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงคือ เอนเทอโรไวรัส 71 ซึ่งมักระบาดเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี โรคมือเท้าปากแพร่กระจายติดต่อถึงกันได้โดยผ่านทางอุจจาระหรือละอองน้ำมูกน้ำลาย
- โรคมือเท้าปากมักจะระบาดในช่วงฤดูหนาว และมีโอกาสเกิดโรคได้ประปรายตลอดทั้งปี แต่จะเกิดเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่อากาศเย็น และชื้น โดยส่วนใหญ่เด็กทารก และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ จะป่วยเป็นโรคมือเท้าปากจำนวนมาก สำหรับสถานที่ที่พบการระบาดส่วนมากจะพบที่โรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์เด็กเล็ก และโซนของเล่นเด็กหรือเครื่องเล่นในห้างสรรพสินค้า
- ความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคมือเท้าปากจากเชื้อคอคซากี่ไวรัส A16 มักมีอาการไม่รุนแรง หายได้เองเป็นปกติ ภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ ส่วนน้อยอาจมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสร่วมด้วย ซึ่งอาจต้องนอนโรงพยาบาลระยะหนึ่ง และอาการหายได้เอง ผู้ป่วยส่วนน้อยที่โรคเกิดจากไวรัสสายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 อาจมีภาวะแทรกซ้อนเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ มีอาการแขนขาอ่อนแรงคล้ายโปลิโอ ซึ่งอาการทางสมองอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้
- ในประเทศไทย พบโรคนี้ประปรายตลอดปี แต่จะเพิ่มมากขึ้นในหน้าฝน ซึ่งอากาศมักเย็น และชื้น สายพันธุ์ที่พบส่วนมากเป็นคอคซากี่ไวรัส A16 ส่วนใหญ่มีการตรวจพบสายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 ด้วย แต่โรคมือ เท้า ปากในประเทศไทยส่วนมากหายได้เอง มีรายงานจำนวนน้อยมากที่มีการเสียชีวิต และพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71

สาเหตุ
- เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุมีหลายชนิด ได้แก่ Coxsackievirus A type 16 (A16) ซึ่งพบบ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้อ Coxsackievirus A5, A7, A9, A10, B2, และ B5 ที่น่ากลัวที่สุดคือ โรคมือ เท้า ปาก ที่เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) เนื่องจากพบว่ามีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วยได้บ่อย และทำให้ผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตได้ รวมทั้งปรากฏว่ามีการระบาดเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลกต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน
- โรคมือเท้าปากติดต่อโดยการรับเชื้อเข้าสู่ปากโดยตรง ซึ่งจะติดต่อได้ง่ายในช่วงสัปดาห์แรกที่ป่วย โดยเชื้อโรคจะติดมากับมือ หรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพอง และแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย และเกิดจากการไอจามรดกัน หลังจากได้รับเชื้อ 3-6 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ต่อมาอีก 2 วัน จะมีอาการเจ็บปาก กลืนน้ำลายไม่ได้ ไม่ยอมทานอาหาร เนื่องจากมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม โดยจะพบตุ่มหรือผื่นนูนสีแดงเล็กๆ ที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้นด้วย ขณะเดียวกัน ตุ่มจะกลายเป็นตุ่มพองใส บริเวณรอบมีการอักเสบแดง ต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน ซึ่งโรคนี้ไม่ค่อยรุนแรงนัก และไม่มีอาการแทรกซ้อน ผู้เลี้ยงดูเด็กควรเช็ดตัวเด็กเพื่อลดไข้เป็นระยะ รวมทั้งให้เด็กรับประทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด ดื่มน้ำ และนอนพักผ่อนมากๆ
- โรคมือเท้าปากติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง โดยการกินสิ่งที่ปนเปื้อนกับสิ่งคัดหลั่งที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ ซึ่งอาจจะยังไม่มีอาการ หรือน้ำในตุ่มพอง หรือแผลของผู้ป่วย การแพร่เชื้อมักเกิดได้ง่ายที่สุดในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย ซึ่งมีเชื้อออกมามาก อย่างไรก็ตามเชื้อยังผ่านออกมาทางอุจจาระผู้ป่วยได้นานหลายสัปดาห์
- กลุ่มเสี่ยง ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะรับเชื้อเข้าไปได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะป่วย คนที่จะป่วยเป็นคนที่ยังไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคนี้ ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กต่ำกว่า 10 ปีโดยพบมากที่สุดในเด็กเล็ก ในผู้ใหญ่สามารถพบได้แต่น้อยเพราะส่วนมากมีภูมิต้านทานแล้ว
- ระยะฟักตัว โดยเฉลี่ย 3-7 วัน
- โรคกลับเป็นซ้ำ โรคมือเท้าปากสามารถเป็นซ้ำได้อีก ถ้าติดเชื้อในสายพันธุ์อื่นๆ ที่ยังไม่เคยเป็น

เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71
- การระบาดของเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อน และเขตอบอุ่น และพบมากในฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง จากการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศไต้หวัน และการระบาดในประเทศมาเลเซีย พบว่าเด็กเล็กจะเป็นกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรค และมีช่วงของการระบาดอยู่ในช่วงเดียวกัน
- เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เป็นเชื้อที่อาจพบได้ในลำไส้ ก่อให้เกิดอาการในผู้ติดเชื้อระยะแรกคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ปวดศรีษะ และอาเจียนร่วมด้วย อัตราตายจะต่ำ ถ้าผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และการรักษาที่เหมาะสม แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงตามมาได้ เช่น ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และทำให้เด็กเสียชีวิตได้ จากการศึกษารายละเอียดของโรคในรายผู้ป่วยที่เสียชีวิต พบว่า เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เข้าไปทำลายระบบสมองของผู้ป่วย แต่ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จึงทำให้ส่วนของสมองบริเวณเมดัลลา พอน และก้านสมองเกิดการติดเชื้อ และบวมได้
- มักเป็นในเด็กเล็ก มีอาการคล้ายไข้หวัด ร่วมกับมีตุ่มใสบริเวณมือ เท้า และปาก ตุ่มในช่องปากมักมีอาการเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยกินอาการ และดื่มนํ้าได้ลดลง เด็กจะได้รับเชื้อไวรัสนี้จากการรับอาหาร และน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่กระจายออกมากับอุจจาระ หรือสัมผัสกับละอองน้ำมูก น้ำลายของเด็กที่เป็นโรคนี้ หลังได้รับเชื้อ 4-6 วัน เด็กจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่กินนม และอาหาร เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปรากฏตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหรือแผลที่คอ ปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และตุ่มจะขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น ซึ่งระยะตุ่มน้ำใสนี้มีเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายที่สุด จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำใส
- เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถเข้าจู่โจมทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ได้หลายระบบ ซึ่งขึ้นกับชนิดของสายพันธุ์ บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อเซลล์ประสาท และสมองส่วนกลาง ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง และอัมพาต บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด ตับอ่อน โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบทางเดินอาหาร และหายใจส่วนต้นเป็นส่วนใหญ่ แล้วมีการแบ่งตัวบนเนื้อเยื่อที่เป็นเยื่อบุ และต่อมน้ำเหลืองของลำคอรวมทั้งต่อมทอนซิล เชื้อจะเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร และเจริญเติบโตในกระเพาะอาหาร และเนื้อเยื่อของลำไส้ เพราะเชื้อสามารถคงทนต่อความเป็นกรด และเอนไซม์ย่อยอาหารต่างๆ ได้ดี
- เชื้อไวรัสจะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นบนเนื้อเยื่อน้ำเหลืองของลำไส้ จากนั้นจะแพร่เข้าสู่กระแสเลือดโดยมีบางส่วนที่ถูกขับออกทางอุจจาระ เชื้อจะเข้าทำลายเนื้อเยื่อในอวัยวะของระบบต่างๆ ของร่างกาย ดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะมีระยะเวลาฟักตัวระหว่าง 2-14 วัน จึงจะปรากฏมีอาการ และอาการแสดงติดตามมา
การวินิจฉัย
ส่วนมากโรคมือเท้าปากใช้การวินิจฉัยตามอาการ โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ร้องงอแง กินได้น้อยเหมือนมีอาการเจ็บคอ หรือเจ็บปากเวลาดูดนม หรือกินอาหาร เด็กจะมีอาการน้ำลายไหล อาจพบผื่นที่บริเวณ มือ เท้า และก้นร่วมด้วย ในรายที่สงสัย และต้องการทราบว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์ใดสามารถส่งตรวจพิเศษโดยการเพาะแยกเชื้อไวรัสจากอุจจาระ หรือน้ำในโพรงจมูกของผู้ป่วย
การรักษา
- โรคมือเท้าปากไม่มียาที่ใช้รักษาโดยตรง เน้นที่การรักษาตามอาการ และเฝ้าระวังอาการที่รุนแรง หรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการชัก ปอดอักเสบ สมองอักเสบ หัวใจล้มเหลว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กเสียชีวิตได้
- โรคมือเท้าปากสามารถหายได้เอง การรักษาตามอาการ ได้แก่ การลดไข้ อาจใช้ยาชาทาแผลในปาก แนะนำให้กินของเย็น นํ้าเย็น นํ้าแข็ง ไอศกรีม ซึ่งจะทำให้รู้สึกชา และทำให้เด็กกินได้เพิ่มขึ้น แผลจะหายได้เองภายใน 5-7 วัน ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยใน แต่ในกรณีผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง เช่น รับประทานอาหารหรือนมไม่ได้ หรือมีอาการแทรกซ้อนทางสมอง ต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยใน และดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- การแยกชนิดของเชื้อก็มีส่วนช่วยในการรักษาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

วัคซีน
- ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก
- การทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคทันทีโดยการให้อิมมูโนโกลบูลินยังอยู่ในระหว่างการศึกษา และถ้ามีข้อบ่งชี้ในการเลือกใช้ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
- ระดับของภูมิต้านทานหลังการติดเชื้อจะยังคงมีอยู่ในร่างกายเพียงช่วงระยะหนึ่ง และก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคในระยะเวลาสั้นต่อการป้องกันการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสชนิดอื่นๆ ได้
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
| < Prev | Next > |
|---|








